ค้นหา   
รายการ ๑ในพระราชดำริ
พาโนราม่า สเปเชี่ยล
::: 2551 :::
::: 2550 :::
::: 2551 :::
ซี ซีรี่ส์
ตามรอยพระพุทธเจ้า(ภาค2)
::: 2552 :::
แกะรอยไกลบ้าน
ทางสายฝิ่น
รายการโทรทัศน์
ลูกไม้ไกลต้น
ปราชญ์เดินดิน






วิทยากร - ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
แผนกแพทยศาสตร์ ปีพ.ศ.2543

เคยรู้หรือไม่ว่า ......ท่ามกลางความเจริญทางเศรษฐกิจ และยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีอุตสาหกรรม เราต้องใช้ชีวิตกับการแข่งขัน ต้องรีบเร่งทำงานแข่งกับเวลาตั่งแต่เช้าจรดค่ำ ซึ่งสภาพที่เป็นอยู่แบบนี้ ส่งผลให้พฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของเราเองเปลี่ยนแปลงไป เช่นกินอาหารฟาสฟูดหรืออาหารจานด่วนกันมากขึ้น และนอนไม่เป็นเวลา จนในที่สุด ...สุขภาพก็ทรุดโทรม ....จนเกิดโรคที่ไม่คาดคิดอย่างโรคกรดไหลย้อนขึ้น

โรคกรดไหลย้อน ชื่อนี้อาจฟังดูแปลกหู หรือหลายคนแทบจะไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดในกรด หรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปสู่หลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ผู้ป่วยไม่ได้รับประทานอาหารหรือรับประทานอิ่มแล้วก็ตาม ก็สามารถเกิดได้ทั้งนั้น เรียกได้ว่าเกิดได้ตลอดเวลา และด้วยความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เฉพาะด้านทางเดินหายใจส่วนบนของ ผศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คุณหมอได้รักษาผู้ที่เป็นโรคนี้มามากมายและได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ๆไว้ในรายการ ๑ในพระราชดำริเอาไว้ดังนี้

โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

โรคนี้อาจเกิดจากลักษณะโครงสร้างของร่างกายที่ผิดปกติ ทำให้เกิดภาวะกรดไหลย้อนกลับได้ เช่น หูรูดที่หลอดอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ ซึ่งโดยปกติหูรูดที่หลอดอาหารจะมี 2 ตำแหน่ง คือหูรูดที่ติดกับกระเพาะอาหาร และหูรูดที่อยู่ส่วนต้นทางเดินอาหาร ซึ่งถ้าหูรูดทั้งสองทำงานไม่ดี ก็มีโอกาสจะเกิดกรดไหลย้อนได้มาก ถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมาแล้ว แล้วร่างกายสามารถขจัดออกไปได้เร็ว คือหลอดอาหารบีบตัวเพื่อไล่กรดกลับลงไปได้เร็ว โอกาสเกิดการทำลายก็น้อยลง แต่ถ้าบางคนหลอดอาหารทำงานได้ไม่ค่อยดี หรือมีน้ำลายน้อยกว่าปกติ ก็สามารถเกิดการทำลายได้ หรืออย่างบางคนอาจมีกระเพาะอาหารที่ยื่นขึ้นไปในหลอดอาหาร ก็จะมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกรดไหลย้อนได้มากขึ้น

มีวิธีการสังเกตตัวเองว่าเป้นโรคนี้ได้อย่างไร ?
สังเกตด้วยวิธีง่ายๆได้โดย
1.  อาการทางคอหอยและหลอดอาหาร

        อาจมีอาการปวดแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ บางครั้งอาจร้าวไปที่บริเวณคอได้
        รู้สึกคล้ายมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบาก หรือกลืนเจ็บ เจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้า   รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดี หรือรสเปรี้ยวของกรดในคอหรือปาก มีเสมหะอยู่ในลำคอ หรือระคายคอตลอดเวลา  เรอบ่อย   คลื่นไส้ รู้สึกจุกแน่นอยู่ในหน้าอก คล้ายอาหารไม่ย่อย

       2.  อาการทางกล่องเสียง และปอด
        อาจมี เสียงแหบเรื้อรัง หรือแหบเฉพาะตอนเช้า หรือมีเสียงผิดปกติไปจากเดิม  ไอเรื้อรัง  ไอหรือรู้สึกสำลักในเวลากลางคืน กระแอมไอบ่อย  เจ็บหน้าอก เป็นโรคปอดอักเสบ เป็นๆ หายๆ อาการหอบหืดที่เคยเป็นอยู่ (ถ้ามี) ก็จะแย่ลง
 
จะรักษาโรคกรดไหลย้อนได้อย่างไร ?
1.  ปรับเปลี่ยนนิสัย และการดำเนินชีวิตประจำวัน   การรักษาวิธีนี้มีความสำคัญมากโดยจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้อยลง  ป้องกันไม่ให้เกิดอาการ  และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจส่วนบนมากขึ้น  ที่ สำคัญการรักษาด้วยวิธีนี้ควรทำอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต แม้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นหรือหายดีแล้วโดยไม่ต้องรับประทานยาแล้วก็ตาม เช่น นิสัยส่วนตัว   นิสัยในการรับประทาน     นิสัยในการนอน

 2.  รับประทานยา เพื่อลดปริมาณกรดในกระเพาะอาหาร และ/หรือเพิ่มการเคลื่อนตัวของระบบทางเดินอาหารในการกำจัดกรด   ปัจจุบันยาลดกรดกลุ่ม proton pump inhibitor เป็นยาที่สามารถยับยั้งการหลั่งกรดได้ดี   สามารถเห็นผลการรักษาเร็ว   ควรรับประทานยาสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง     ไม่ควรลดขนาดยา หรือ หยุดยาเอง นอกจากแพทย์แนะนำ  และควรมาพบแพทย์ตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง 


    3.  การผ่าตัด เพื่อป้องกันไม่ให้กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในระบบทางเดินหายใจ และระบบทางเดินอาหารส่วนบน  การรักษาด้วยวิธีนี้จะทำในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  ซึ่งให้การรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่สามารถรับประทานยาที่ใช้ในการรักษาภาวะนี้ได้ หรือผู้ป่วยที่ดีขึ้นหลังจากการใช้ยา แต่ไม่ต้องการที่จะรับประทานยาต่อ   ซึ่งผู้ป่วยที่ต้องทำการผ่าตัดมีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น 



ลองสำรวจตัวเองแล้ว สงสัยว่าเป็นโรคนี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยต่อไป เพราะมีคนจำนวนมากที่กำลังประสบปัญหากับโรคกรดไหลย้อน แต่ตรงกันข้ามกลับมีคนจำนวนน้อยที่รู้จักกับโรคนี้ และหากถ้าคุณกลัวที่จะเป็นโรคนี้ก็ควรรีบหันมาเริ่มใส่ใจกับสุขภาพของตัวคุณเอง
 







วิทยากร - ดร.โสมสุดา ลียะวณิช
รองอธิบดีกรมศิลปากร
นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
แผนกอักษรศาสตร์ ปี พ.ศ. 2520


น่าแปลกใจ เที่มื่อเอ่ยถึง   “ พิพิธภัณฑ์” คนส่วนใหญ่ในบ้านเรา   มักไม่นิยมเข้าไปสักเท่าไร  แต่เวลาไปต่างประเทศ  เป็นที่น่าแปลกว่า สถานที่ที่เราหรือนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  กลับกลายเป็น  ” พิพิธภัณฑ์” ทั้งๆที่ต้องเสียเงินค่าเข้าชมไม่ใช่ราคาถูกๆ   แล้วทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ????  





ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ ความรู้สึกของคนส่วนมากมักคิดว่า   “ พิพิธภัณฑ์ไทย”   ค่อนข้างคร่ำครึ     ล้าสมัย    ไม่ไฮ-เทคโนโลยี     หรือเข้าไปแล้วไม่โก้เก๋เหมือนไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ในยุโรปหรืออเมริกา   ทั้งๆที่ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์ของเราได้พัฒนาไปแล้วไม่น้อย    ไม่ว่าจะเป็นของทางราชการหรือเอกชน  และยังมีรูปแบบที่หลากหลายให้เลือกชมกันมากขึ้น  ยิ่งในยุคปฏิรูปการศึกษา ที่สอนให้เด็กได้ศึกษาค้นคว้านอกเหนือไปจากการเรียนการสอนในระบบแล้ว  “ พิพิธภัณฑ์” นับได้ว่าเป็น “ แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่สำคัญยิ่งในขณะนี้

 

และแทบไม่น่าเชื่อประเทศไทยมีพิพิธภัณฑ์เกือบ 900 แห่ง เป็นประเทศที่มีพิพิธภัณฑ์มากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา แต่น่าตกใจกว่านั้นคือคนไทยไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้เลย

รายการ๑ในพระราชดำริ จะพาคุณผู้ชมไปรู้จักกับความเป็นมา ความสำคัญ ความหมาย หน้าที่ ของพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งในประเทศ โดยมี ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิอย่างดร.โสมสุดา ลียะวณิช ซึ่งปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิบดีกรมศิลปากร หน่วยงานที่กำกับดูแลทางด้านพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะ







วิทยากร - ผศ.กลีบสไบ สรรพกิจ
ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
นักเรียนทุนมูลนิธิอานันทมหิดล
แผนกแพทยศาตร์ ปี พ.ศ. 2539

 

บ่อยครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ที่มีผู้บาดเจ็บที่ต้องการได้รับการผ่าตัดอย่างเร่งด่วย “ เลือด” กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประสบอุบัติเหตุต้องการนำมาทดแทนเพื่อรักษาเลือดในร่างกายให้อยู่ในระดับปกติ เพราะหากสูญเสียเลือดไปในบริมาณมากเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการช็อกจนกระทั่งเสียชีวิตได้

เลือดเป็นสสารที่ร่างกายมนุษย์ผลิตขึ้นจากไขกระดูกในส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบที่หลากหลาย และแต่ละส่วนทำหน้าที่ต่างกัน เพื่อช่วยทำให้การทำงานของร่างกายเป็นไปอย่างปกติ ไม่ว่าจะเป็น เม็ดเลือดแดงที่คอยแลกเปลี่ยนออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์สู่ปอด เม็ดเลือดขาวช่วยทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆที่เข้ามาในร่างกาย เกล็ดเลือดช่วยยับยั้งการสูญเสียเลือดเมื่อมีบาดแผล และพลาสมาที่ทำหน้าที่ขนส่งสารอาหารและถ่ายเทของเสียต่างๆ นอกจากนั้นยังมีส่วนช่วยในการต่อสู้เชื้อโรคและทำให้การแข็งตัวของเลือดเป็นไปอย่างปกติอีกด้วย

หากร่างกายเราสูญเสียเลือดไปในปริมาณมาก ก็จะนำไปสู่อาการหัวใจเต็นเร็ว ความดันต่ำ ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการช็อกได้ และเมื่อสูญเสียเลือดไปมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณเลือดในร่างกาย นั่นอาจหมายถึงอันตรายต่อชีวิต


ในปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยที่เสียเลือดหรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด ทำได้ด้วยการรับเลือดจากผู้บริจาค ซึ่งต้องนำไปผ่านกระบวนการต่างๆมากมาย เพื่อให้มั่นใจว่า เลือดที่นำไปให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยเพียงพอ

เลือดมีความสำคัญอย่างไรต่อการดำรงค์ชีวิตของเรา และเลือดสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างไร ติดตามชมได้ใน สารคดี ๑ ในพระราชดำริ ตอน เลือด ระบบไหลเวียนแห่งชีวิต

 




ซีเอ็ดบุคส์ ศูนย์หนังสือจุฬา ร้านดอกหญ้า ซีคอนสแคว์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บ.พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ จำกัด
0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7

บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ จำกัด
298 ถนนศรีวรา ทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 แฟ็กซ์ 0-2934-4726

Panorama worldwide Co.,ltd.
298 Soi Ladprao 94, Wangthonglang district,
Wangthonglang, 
Bangkok 10310
Tel. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 Fax 0-2934-4726

ศูนย์หนังสือจุฬา ซีเอ็ดบุคส์