ค้นหา   
พาโนราม่า สเปเชี่ยล
::: 2551 :::
::: 2550 :::
::: 2551 :::
ซี ซีรี่ส์
ตามรอยพระพุทธเจ้า(ภาค2)
::: 2552 :::
แกะรอยไกลบ้าน
ทางสายฝิ่น
รายการโทรทัศน์
ลูกไม้ไกลต้น
ปราชญ์เดินดิน

เปิดป่า ค้นหาความลับเสือ

เสือโคร่งจัดเป็นผู้บริโภคชั้นสูงสูดของห่วงโซ่อาหารตามธรรมชาติ โดยหน้าที่คือการเป็นผู้ควบคุมและคัดเลือกสายพันธุ์ของประชากรสัตว์ที่เป็นเหยื่อ( Primary Consumer ) ให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะก่อให้เกิดห่วงโช่ที่ซับซ้อนต่อระบบนิเวศ(Ecosystem ) สัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างเสือโคร่งนับว่ามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงประชากรสัตว์ที่เป็นเหยื่อซึ่งส่งผลถึงวิวัฒนาการของสังคมพืชและในทางตรงข้ามสังคมพืชบริเวณใดบริเวณหนึ่งย่อมมีอิทธิพลกำหนดชนิดและปริมาณของสัตว์กินพืชในบริเวณนั้น ที่จะส่งผลถึงขอบเขตการหากินของสัตว์ผู้ล่าด้วย นั่นก็คือความสมดุลของระบบนิเวศ

จากการศึกษาวิจัยของคุณศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ที่ทำมากว่า 10 ปี พบว่าสัตว์ผู้ล่าอย่างเสือโคร่งและเสือดาวชอบอาศัยอยู่ในป่าที่หนาแน่น โดยเสือโคร่งมีพื้นที่หากินอยู่ระหว่าง 30-105 ตารางกิโลเมตร ส่วนเสือดาวนั้นอยู่ระหว่าง 30-60 ตารางกิโลเมตร เห็นได้ว่าป่าที่เสือโคร่งและเสือดาวจะอาศัยหากินและดำรงชีวิตอยู่ได้จำเป็นจะต้องใช้พื้นที่กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก

การศึกษานิเวศนวิทยาและพฤติกรรมการหากินของเสือจึงเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ในการที่จะนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัย เพื่อฟื้นฟูประชากรของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างเสือให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ การอยู่รอดของเสือก็หมายถึงป่าต้องมีสัตว์ที่เป็นเหยื่อนั่นก็คือกลุ่มของสัตว์กินพืชที่มีอยู่หลายชนิด ซึ่งสัตว์กินพืชเองก็ต้องทำหน้าที่ความคุมพันธุ์พืชที่เป็นอาหารให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ นอกจากนั้นยังต้องมีแหล่งน้ำ มีพื้นที่ราบกว้างขวางในการดำเนินกิจกรรม นั่นก็หมายถึงระบบนิเวศนของผืนป่าต้องมีความสมดุล( Habitat ) ซึ่งมนุษย์เองก็ต้องพึ่งพาเช่นกัน

การศึกษาวิจัยเสือนอกจากจะช่วยให้เสืออยู่รอดในป่าได้ แต่ยังหมายถึงการระวังป้องกันนั่นคือการล่า ต้องยอมรับว่าการป้องกันการล่าสัตว์ป่านั้นเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากป่ามีพื้นที่กว้างใหญ่การเดินทางยากลำบาก การศึกษาและติดตามพฤติกรรมของเสือจะช่วยให้รู้ถึงการเคลื่อนย้ายหากินของเสือในแต่ละฤดู ซึ่งพื้นที่หากินของเสือจะครอบคลุมพื้นที่หากินกินของสัตว์ป่าชนิดอื่นมาก โดยเฉพาะในกลุ่มของสัตว์กีบ และหากการวิจัยสำเร็จการระวังป้องกันจะทำได้ง่าย โดยการเดินทางไปป้องกันตามการเคลื่อนย้ายของสัตว์ ซึ่งจะดีกว่าทุกวันนี้ที่ยังไม่รู้ การป้องกันจึงไม่ได้ผลเท่าที่ควร

สารคดีชุด..เปิดป่า ค้นหาความลับเสือ จะนำเรื่องราววิถีชีวิตและพฤติกรรมการหากินของเสือในป่ามาถ่ายทอดให้รับรู้อย่างละเอียด อีกทั้งยังนำเสนอเรื่องราวของนักวิจัยไทยเพียงคนเดียวที่ทำการศึกษาวิจัยเสือมากว่า 10 ปี การใช้ชีวิต ความยากลำบาก ปัญหาอุปสรรคมีให้ดูอย่างถี่ถ้วน ความหลากหลายทางชีวภาพของผืนป่ามรดกโลก สัตว์หายากหลากชนิด สัตว์ใกล้สูญพันธุ์มากมายและความพยายามความทุ่มเทของทีมงานบริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ ที่เฝ้าติดตามถ่ายสารคดีงานวิจัยเสือมากว่า 4 ปี ถือได้ว่าเป็นทีมที่ทำสารคดีเสือในเมืองไทยอย่างจริงจังเป็นทีมแรก



ค่างแว่นถิ่นเหนือแห่งป่าภูเขียว
ค่างแว่นถิ่นเหนือ  เป็นสัตว์ในตระกูลไพรเมต ชนิดหากินในเวลากลางวัน ซึ่งเลี้ยงลูกด้วยนมที่มีพัฒนาการสูงจัดอยู่ในตระกูลเดียวกับมนุษย์   เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้วที่  Dr.Carola Borries (ดร.คาโรล่า บอร์รี่) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย สโตนี่ บรู๊ค ประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมผู้ช่วยของเธอได้เดินทางเข้ามาศึกษาวิจัยร่วมกับนักวิจัยชาวไทย เกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์ในตระกูลไพรเมตที่หากินในเวลากลางวัน ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ 

การศึกษาวิจัย เฝ้าติดตาม และสังเกตพฤติกรรมการดำรงชีวิตตามธรรมชาติของฝูงค่างแว่นถิ่นเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถเรียนรู้วงจรชีวิตและถิ่นอาศัยของสัตว์ชนิดนี้ว่าเป็นอย่างไร พฤติกรรมแต่ละอย่างที่แสดงออกมามีความหมายอย่างไร วิธีการสร้างความสัมพันธ์ในหมู่ค่างด้วยกัน การยอมรับบทบาทหน้าที่ในฝูง ตลอดจนการมีสมาชิกใหม่หรือแม้แต่การทำหน้าที่ตามธรรมชาติบ่งบอกอะไรต่อผืนป่าภูเขียวที่กล่าวได้ว่ามีความสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ
 
ถึงแม้วันนี้ งานวิจัยค่างแว่นถิ่นเหนือจะใช้เวลามานานกว่า 7 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะล่วงรู้พฤติกรรมของพวกมันทั้งหมดได้ ดังนั้นงานวิจัยยังคงต้องดำเนินต่อไป  แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่า...ทำไมในเมืองไทยถึงมีผู้ทำวิจัยสัตว์ในตระกูลนี้อยู่น้อยมาก  ทั้งๆ ที่เป็นสัตว์ที่มีอยู่ในประเทศไทยของเราเอง และเหตุใดค่างแว่นถิ่นเหนือ สัตว์ป่าคุ้มครอง  จึงตกอยู่ในสถานะผู้ถูกคุกคามอย่างหนักจากนายพราน จากความเชื่อผิดๆ เพียงเพื่อนำเลือดไปดื่มบำรุงกำลัง  เอาเนื้อไปเป็นอาหารหรือส่วนประกอบของยา หรือฆ่าค่างตัวแม่เพื่อนำลูกอ่อนไปขาย

ดร.คาโรล่า เชื่อว่า การมีส่วนร่วมในการทำงานวิจัยและการให้ความรู้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการปูพื้นฐานความรู้ความเข้าใจ ในพฤติกรรมของสัตว์ชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตอาจจะนำไปสู่การวางระบบการจัดการ งานอนุรักษ์สัตว์ชนิดนี้ได้อย่างยั่งยืน และค่างแว่นถิ่นเหนือ ก็ยังคงสามารถดำรงเผ่าพันธุ์ของมัน อยู่ในป่าภูเขียว ได้อย่างสุขสงบตามวิถีทางของมัน


นกเงือก ราชินีแห่งป่าดิบ
นกเงือกดัชนีบ่งชี้ความอุดมสมบูรณ์ของป่า ด้วยพฤติกรรมการดำรงชีวิตที่แปลกประหลาดจากนกอื่นใดในโลก ทำให้ ศ.ดร.พิไล พูลสวัสด์ แห่งภาควิชาจุลชีววิทยา ม.มหิดล มีความสนใจที่จะเรียนรู้ศึกษาในวิถีชีวิตของพวกมันเป็นอย่างมาก

เป็นเวลากว่า 30 ปีที่อาจารย์ได้ศึกษาวิจัยนกเงือกด้วยความทุ่มเท อุทิศทั้งชีวิตเพื่อที่จะทำความเข้าใจในวิถีชิวิตและถิ่นอาศัยของนกเงือกภายใต้โครงการศึกษาวิจัยนิเวศวิทยานกเงือก ม.มหิดล ทำให้วันนี้ผลงานวิจัยมีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จนทำให้รู้และเข้าใจในวิถีชีวิตอยางลึกซึ้ง เข้าใจในความรักของนกเงือกที่อยู่คู่กันไปจนตัวตาย เข้าใจในความรับผิดชอบของตัวผู้ที่ต้องเลี้ยงดูลูกเมียอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนมีคนกล่าวกันว่าถ้าใครอยากรู้จักรักแท้ ต้องไปดูนกเงือกจึงจะเข้าใจ

พื้นที่ศึกษานกเงือกแห่งแรกเริ่มที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ซึ่งถือว่ามีข้อมูลของนกเงือกมากที่สุด ต่อมาได้ขยายพื้นที่ศึกษาไปที่เทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี และป่าฮาลาบา จ.นราธิวาส ซึ่งพื้นที่2แห่งนี้อาจารย์ได้พบนกเงือกเฉพาะถิ่นที่มีความนาสนใจและแตกต่างจากเขาใหญ่เป็นอย่างมาก

นกเงือกในประเทศไทยมีทั้งหมด 13 ชนิด และมี3ชนิดทางภาคใต้ที่อยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เนื่องจากพื้นที่ป่าที่เรียกว่าบ้านของนกเงือกหมดไปอีกทั้งยังมีการลักลอบโขมยนกเงือกไปขายและด้วยความห่วงใยดังกล่าว อาจารย์พิไล จึงเริ่มโครงการต่างๆมากมายเพื่อที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการล่านกให้มาเป็นนักอนุรักษ์นกอย่างยั่งยืน ปัจจุบันโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ทุกวันนี้ผลงานวิจัยและงานอนุรักษ์นกเงือกที่อาจารย์ทำมากว่า30ปี เป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจไปทั่วโลก แต่งานวิจัยของอาจารย์ยังไม่จบและยังคงดำเนินต่อไป เพียงเพื่อให้นกเงือกสามารถอยู่รอดในป่าต่อไปและเพื่อให้พวกเราเห็นความสำคัญคัญต่อการอนุรักษ์ใช่แต่เพียงนกเงือกเท่านั้นแต่ยังหมายถึงผืนป่าให้คงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ตลอดไป

แต้วแล้วท้องดำ
แต้วแล้วท้องดำ นกเฉพาะถิ่นที่กระจายพันธุ์อยู่เฉพาะในประเทศไทยและพม่า เป็นนกสวยงามอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยจำนวนไม่น้อยรู้จักในฐานะสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ของประเทศไทย มีรายงานการค้นพบนกชนิดนี้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2418 โดยนักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีรายงานการค้นพบนกแต้วแล้วท้องดำในประเทศไทยอีกเลย

จนกระทั่งในปี 2528 สถานีโทรทัศน์ บีบีซี ของประเทศอังกฤษ ได้ออกแถลงในรายงานประจำปีว่า “มีความเป็นไปได้อย่างสูงที่นกแต้วแล้วท้องดำได้สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้” ซึ่งเป็นข่าวร้ายของนักดูนกทั่วโลก แต่ข่าวนี้กลับเป็นแรงผลักดันให้อุทัย ตรีสุคนธ์ และ ฟิลลิป ดี ราวด์ 2 นักวิทยาศาสตร์ประจำศูนย์วิจัยสัตว์ป่า ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ออกค้นหาพวกมันอย่างจริงจัง

สถานภาพของนกแต้วแล้วท้องดำ ที่กำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ทำให้เกิดกิจกรรมการอนุรักษ์นกชนิดนี้ขึ้นหลายรูปแบบ นกแต้วแล้วท้องดำ กลุ่มสุดท้ายกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้หรือไม่ นี่คือคำถามที่รอให้ทุกคนได้ค้นหาคำตอบ
 
 
 
บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ จำกัด
298 ถนนศรีวรา ทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 แฟ็กซ์ 0-2934-4726

Panorama worldwide Co.,ltd.
298 Soi Ladprao 94, Wangthonglang district,
Wangthonglang, 
Bangkok 10310
Tel. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 Fax 0-2934-4726