ค้นหา   
พาโนราม่า สเปเชี่ยล
::: 2551 :::
::: 2550 :::
::: 2551 :::
ซี ซีรี่ส์
ตามรอยพระพุทธเจ้า(ภาค2)
::: 2552 :::
แกะรอยไกลบ้าน
ทางสายฝิ่น
รายการโทรทัศน์
ลูกไม้ไกลต้น
ปราชญ์เดินดิน
เรื่องที่ : 16
หัวข้อเรื่อง : เมื่อ....อัจฉราเจอกับอัปสรา !! ...
ภาพจำหลักนางอัปสรา ที่ปรากฏอยู่ทุกซอกทุกมุมของปราสาทนครวัด ไม่ว่าจะเดินไปตรงไหนก็เจอแต่นางอัปสรายืนยิ้มต้อนรับแขกผู้มาเยือน เสมือนหนึ่งทำหน้าที่ปกป้องรักษาศาสนาสถานแห่งนี้ไปในตัว ตามความเชื่อของฮินดูนั้น นางอัปสราคือ 1 ใน 10 สิ่งอัศจรรย์อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของพระวิษณุด้วยล่ะ

คอลัมน์.. ” เรื่องเล่าจากกองถ่าย ” รายงานตัวครับผม ..แฮ่ะๆ.. หลายเดือนเคลื่อนคล้อย..เหมือนพุงที่ย้อยลงมากอง (ของใครบางคน..จึ๋ย !! ) .. ..และแล้วยัยดุษ ก็โผล่หน้ามาให้เห็นจนได้ ....อิๆ..ไม่ต้องบอกก็คงรู้ใช่มั๊ยว่า..ข้าน้อยจะแก้ตัวว่ายังไง....งั้นเข้าเรื่องเลยดีว่าเนอะ ..จะได้ไม่เสียเวลา

เรื่องของเรื่องมันเกิดขึ้นในวันที่..ทีมงานของ เราต้องบินลัดฟ้าไปยังกัมพูชา ประเทศเพื่อนบ้านดินแดนแห่งอารยธรรมขอม อันมีแหล่งท่องเที่ยวที่(เคย)ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก (แต่ว่า..ตอนนี้หลุดออกจากตำแหน่งไปซะแล้ว เสียดายจัง) ..ใช่แล้ว นครวัด เจ้าค่ะ...แปะๆ..ปรบมือให้กับคนที่ตอบถูกกันซะหน่อย ? ว่าแต่ มีใครตอบกันมาบ้างมั๊ยเนี่ย หรือ มียัยดุษ พูดเองเออเองอยู่คนเดียว)

งานหินๆ แต่ไม่ได้ดำดินอย่างขอม ของเราคราวนี้ ..ก็เนื่องมาจาก นี่เลยรายการ “panorama special” ในชุด “ แผ่นดินสุวรรณภูมิ ” เจ้าค่ะ ..ก็อย่างที่ได้เคยเล่าความคืบหน้ามาแล้วบ้างบางตอน ( เรื่องเล่าฯ ตอน วันวิสาขบูชาที่อินโดนีเซียไงจำได้มั๊ย ) ภาระกิจที่พวกพี่ๆ เค้าต้องระหกระเหินหอบกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตไปไกลถึงกัมพูชาโน่น ก็เพื่อไปถ่ายทำตอนเกี่ยวกับความรุ่งเรืองของศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธในดินแดนสุวรรณภูมิจ้า อ้าวๆ แล้วทำไมต้องเป็นที่กัมพูชานะเหรอ... ก็เพราะว่า นครวัด นครธม น่ะเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นจากความศรัทธาอันแรงกล้าในการนับถือศาสนานะสิ...

ภาพจำหลักนางอัปสราที่ยืนเรียงรายกันอยู่นี้ แต่งตัวไม่ซ้ำกันเลย กล่าวกันว่า การแต่งองค์ทรงเครื่องของนางอัปสราเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของคนในราชสำนักเขมรโบราณได้อย่างดีทีเดียว .แบบนี้ก็ตรงกับสุภาษิตที่ว่า สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล ..อาภรณ์ส่อวัฒนธรรม << อันนี้ดุษแต่งเพิ่มให้เอง ...จะได้เข้ากับรูปภาพไง เอิ๊กๆ

เมื่อไปถึงนครวัด ทีมงานก็ให้ตกตะลึงพรึงเพริดกับความใหญ่โตอลังการของปราสาท ..ก็จะไม่ให้ตะลึงได้ยังไงกันล่ะจ๊ะ ก็ปราสาทนครวัดน่ะ มีความยาวถึง 1,000 เมตร กว้างถึง 850 เมตร และสูงถึง 65 เมตรแน่ะ ... เอาแค่ว่าเดินเล่นๆ รอบปราสาท แค่รอบเดียวเนี่ย ก็ปาเข้าไปเกือบๆ 4 กิโลฯ เชียวนา ...(อู้..ฮู้....) แล้วคิดดูสิว่า พี่ๆ เค้าน่ะ ต้องเดิน เดิน เดิน .....สำรวจตรงโน้นทีตรงนี้ที เพื่อทำงานกันทั้งวันเนี่ย อึ๋ย. !!! .... ยังกับเดินมาราธอนเชียว แหมเสียดายที่เดินแบบนี้ไม่มีเหรียญทองให้ชิง ไม่งั้นพวกพี่ๆ เค้าได้ครองตำแหน่งมาแน่ๆ ... เฮ้อออ.... มิน่าเล่าดุษถึงได้ยินเสียงโอดครวญมาตามลมว่า ..เมื่อยมากๆ ..ทั้งเมื่อย ทั้งระบมเท้าไปหม๊ด เห็นว่าเจ็บเท้ามาก..ถึงขนาดที่ว่าพี่อุ๋ย (อัจฉรา) โปรดิวเซอร์ของเรา ต้องถอดรองเท้าทำงานกันเลย ....(โธ่ๆ..ตอนแรกที่พี่แกบอกว่า ต้องเดินเท้าเปล่าทำงานน่ะ ดุษก็นึกว่า ที่นั่นเค้ามีกฏระเบียบให้นักท่องงเที่ยวถอดรองเท้าเพื่อเป็นการเคารพสถานที่ ที่ไหนได้..แบบนี้นี่เอง)

นอกจากความใหญ่โตของปราสาทแล้วนั้น สิ่งที่ตรึงตราตรึงใจอีกอย่างก็คือ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมและภาพจำหลักต่างๆ ที่ประดับอยู่รายรอบปราสาท แหม..ช่างวิจิตรบรรจงเสียเหลือเกิ๊น ฝีมือเชิงช่างของชาวเขมรเค้านี่ไม่ใช่ย่อยเลยจริงๆ ว่ามั๊ย.... คิดดูสิว่าหินน่ะ มันทั้งหนักทั้งแข็งขนาดไหน คงต้องใช้ช่างที่มีทั้งฝีมือ ทั้งความอดทนและทั้งจินตนาการเชียวแหล่ะ ถึงจะแกะสลักภาพต่างๆออกมาได้งดงามขนาดนั้น....โดยเฉพาะนางอัปสราที่มีอยู่เป็นพันนางนี่ ถ้าสังเกตดูจะเห็นว่าแต่ละนางนั้นช่างอ่อนหวานชดช้อย แถมแต่งตัวก็ไม่ซ้ำกันอีกต่างหาก ... ถ้าไม่เชื่อลองดูภาพนี้สิ

เห็นมั๊ยว่า ปราสาทนครวัดน่ะ ใหญ่โตเพียงไร ..ที่ใหญ่โตขนาดนี้ได้นั้นเป็นเพราะพลังแห่งความศรัทธาโดยแท้จริงๆ
รูปแบบของเทวสถานตามคติฮินดู ประกอบด้วย ตัวปราสาทที่เปรียบได้กับเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางแห่งระบบสุริยะจักรวาล สระน้ำเปรียบเหมือนมหาสมุทร และนาคที่เป็นสัญลักษณ์ของน้ำและความอุดมสมบูรณ์ และสะพานนาคก็คือตัวแทนที่เชื่อมระหว่างสวรรค์กับโลกมนุษย์จ้า

อ่ะ..ขอขัดจังหวะแทรกสาระกันนิดหนึ่ง เดี๋ยวจะหาว่า ยัยดุษ ดีแต่โม้ จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์ปราสาทนครวัด นั้นสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งก็ตรงกับพุทธศตวรรษที่ 17 จ้า ในยุคสมัยนั้นกษัตริย์ขอมเค้ามีความเชื่อที่สืบต่อกันมาเกี่ยวกับ “ ลัทธิเทวราชา ” โดยเค้าเชื่อว่า กษัตริย์ก็คือเทพเจ้าที่อวตารมาเกิดบนโลกมนุษย์และด้วยความเชื่อนี้เองที่ทำให้ ทุกพระองค์มีพระราชภาระกิจสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามกันมา คือ การสร้างเทวาลัยเพื่อถวายเป็นเทวสถานให้กับรรพบุรุษหรือให้กับตัวพระองค์เอง โดยเทพที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงนับถือก็คือ...พระวิษณุ เจ้าค่ะ...

นครวัดนั้น นอกจากจะถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเทวสถานแล้ว ยังใช้เป็นราชสุสานของพระองค์อีกนัยหนึ่งด้วย เพราะมีความเชื่อที่เล่าสืบต่อกันมาว่า หลังจากที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคตไปแล้ว ดวงพระวิญญาณของพระองค์จะไปหลอมรวมกับวิษณุเทพ และมีพระนามในโลกใหม่ว่า “ บรมวิษณุโลก ” ซึ่งหลักฐานที่สนันสนุนคำกล่าวนี้ก็คือ ตัวปราสาทนครวัด นั่นองที่ จงใจหันหน้าไปทางทิศตะวันตก แถมเหล่าภาพจำหลักต่างๆ (มหากาพย์รามยณะและมหากาพย์ภารตะ) ที่ปรากฏอยู่ตามช่องทางเดินระหว่างชั้นนอกและชั้นกลางของปราสาทก็ลำดับเรื่องราวแบบทวนเข็มนาฬิกา อีกด้วย และนี่ก็เป็นไปตามความเชื่อของลัทธิฮินดู ที่ว่า ทิศตะวันตกเป็นทิศที่มีความสัมพันธ์กับความตาย จ้า

ภาพจำหลักเกี่ยวกับกองทัพของพระเจ้าพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งในภาพนี้มีกองทัพที่รู้จักกันในนาม “ สยำกุก ” อยู่ด้วย ..และภาพนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาให้นักวิชาการถกเถียงกันไม่จบสิ้น
ทีมหนึ่งก็ถ่ายกันบนบก ..เรียกว่า เดินกันขาขวิด เท้าบวม ปวดขาไปหมด
ส่วนอีกทีมก็ขึ้นไปถ่ายภาพทางอากาศ ถ่ายกันไป ก็เสียวกันไป..เอิ๊กๆ ... ก็จะไม่ให้หวาดเสียวได้ไงเล่า มองลงมาน่ะมันสู๊ง สูง...

พักเรื่องมีสาระไว้แป๊บหนึ่ง แวะมาฟังเรื่องเบาๆ กันต่อดีกว่า พี่อุ๋ย..เล่าเรื่องขำๆ ให้ฟังว่า ในระหว่างที่พี่แกเดินชมภาพจำหลักไปเรื่อยๆ อยู่นั้น พอดีไปหยุดอยู่ตรงไกด์ท้องถิ่นคนหนึ่งซึ่งเค้ากำลังยืนอธิบายภาพจำหลัก (ภาพ สยำกุก นั่นล่ะ) ให้นักท่องเที่ยวฟังอยู่ เค้าก็อธิบายไปว่า ภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้เป็นภาพเกี่ยวกับการยกทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในภาคของ “ บรมวิษณุโลก ” ที่มีกองทหารจากต่างแดนมาช่วยรบ แล้วเค้าก็ชี้ไปที่กองทหารกลุ่มหนึ่งแล้วก็พูดว่า “ พวกนี้เป็นทหารสยาม ” เพราะดูจากอากับกิริยาก็รู้เพราะ ทหารเหล่านี้เดินทัพแบบไม่มีระเบียบวินัย หันหน้ากันไปคนทิศคนละทาง คุยกันบ้าง เล่นกันบ้าง (แต่จริงๆ แล้ว ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งกล่าวว่า เป็นสยาม เนื่องจากดูจากการแต่งกาย ไม่ใช่ดูจากลักษณะท่าทาง อย่างที่ไกด์บอกนะจ้ะ ) พอพี่อุ๋ยได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้เลยหันไปบอกพ่อไกด์คนนั้นว่า ที่คุณกำลังพูดถึงอยู่นี่ คือบรรพบุรุษของฉันนะ (โธ่.. จุดใต้ตำตอซะแล้ว พ่อไกด์เอ๋ย...เอิ๊กๆ)

เอ... แล้วดุษมานั่งนึกเล่นๆ ดูว่า แล้วคนไทยเป็นอย่างที่เค้าพูดจริงรึเปล่าหน๊อ ?? ....ทันใดนั้น ภาพนักซิ่งที่ชอบฝ่าไฟแดง, ภาพคนที่ชอบลัดคิวจ่ายเงิน, ภาพเศษขยะที่ทิ้งอยู่เกลื่อนถนน ก็ผลุดขึ้นมาในสมอง.. เฮ้ออออ.....เราไม่มีระเบียบวินัยอย่างที่ชาติอื่นๆ เค้ามองรึเปล่าหน๊อออ ....น่าคิดเน๊อะ เหอๆ (- -:)?

การไปกัมพูชาคราวนี้ เรายกทีมถ่ายทำกันไป 2 ทีมจ้า เพราะไหนๆ ไปแล้วก็ต้องเอาให้คุ้มกับเงินที่เสียไปหน่อย อิๆ ไม่ใช่หรอก พอดีเรามีรายการที่ต้องถ่ายทำเกี่ยวกับกัมพูชา 2 ตัวน่ะ ก็มี “ แผ่นดินสุวรรณภูมิ ” และอีกอันก็เป็นงานโปรเจ็ค คราวนี้ก็เลยยกทีมกันไปหลายคนหน่อย เลยทำให้งานนี้ได้ถ่ายทั้งบนบก และบนฟ้าเชียวแหล่ะ ..เหลือแต่ในน้ำนี่แหล่ะที่ยังไม่ได้ลงไปถ่าย.....อิๆ

นอกจากทีมพี่อุ๋ย อัจฉราที่สร้างความทรงจำหน้าแตกให้กับพ่อไกด์คนนั้นไปแล้ว อีกทีมที่ยังไม่ได้พูดถึงเลยก็คือ ทีมของพี่เอินจ้า...(โปรดิวเซอร์ ใหญ่แห่งรายการ “ โลกมหัศจรรย์ “ นั่นแน่ !! ยัยดุษแอบโปรโมท รายการซะงั้น) ทีมนี้ก็มีเรื่องจำขึ้นใจ มาเม้าส์ให้ฟัง ..ไม่รู้ว่า พี่เอินนี่ดวงแกจะไม่ถูกชะตากับนางอัปสรา รึยังไงก็ไม่รู้สิ ..แผนการเดินทางไปกัมพูชาของพี่แก ถึงโดนเลื่อนแล้วเลื่อนอีก เปลี่ยนไปมาจนได้ไปถ่ายทำพร้อมๆกับทีมของพี่อุ๋ยน่ะ .....โดนโรคเลื่อนยังไม่พอ แถมยังเจอท้องร่วงกันอีกต่างหาก เล่นเอาคนในทีมรวมถึงพี่เอินด้วยนั่นแหล่ะ หน้าตาซีดเซียว หมดเรี่ยวแรงไปตามๆกัน ไม่รู้ว่า ไปกินอะไรผิดสำแดงเข้า ถึงได้ป่วยยกทีมกันขนาดนี้ เอ ? ..หรือเพราะ พี่ๆ เค้าจะโหมทำงานหนักกันจนสุขภาพย่ำแย่ไปเลยเนี่ยยยยย.....อืมมมม...น่าเห็นใจๆ...

ทีมงานของพี่เอิน กับ นักแสดงนาฏศิลป์ที่ทางกัมพูชาจัดเตรียมไว้ให้เราเพื่อ เซ็ทถ่ายทำเรื่องตำนาน เมืองเขมรโบราณ ชาวกัมพูชาเค้าเชื่อกันว่า บรรพบุรุษของตนนั้นเป็นธิดานาคในเมืองบาดาลที่ได้มาครองรักกับพ่อค้าชาวอินเดียจ้า
พระพักตร์อันคุ้นตาชาวโลกนี้ นอกจากจะบอกเราว่า พลานุภาพแห่งความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อศาสนาของ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั้นทรงยิ่งใหญ่เพียงใดแล้ว ยังได้แฝงนัยยะเตือนใจให้เรายึดถือปฏิบัติตามหลักธรรมวิถีอันควรแห่งพุทธศาสนิกชนอีกด้วย

แหม พอคุยเรื่องเบาๆนี่ ดุษก็คุยได้เป็นวักเป็นเวน งั้นวกกลับมาเข้าเรื่องวิชาการกันอีกสักหน่อย ในตอนต้นดุษก็เล่าถึง พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 กษัตริย์ผู้ที่ทำให้โลกเห็นถึงพลานุภาพแห่งความศรัทธาไปแล้ว แต่ทว่า..เขมรก็ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งที่ทรงมีศรัทธาอันแรงกล้าต่อศาสนาไม่แพ้กัน จะต่างไปก็ที่กษัตริย์พระองค์นี้เปลี่ยนจากการนับถือลัทธิฮินดูมาเป็นพุทธศาสนา นิกายมหายานแทน นั่นแน่ !!! พอจะนึกออกมั๊ยว่า..กษัตริย์พระองค์นี้เป็นใคร ...ติ๊กต๊อกๆ ...ไม่รอล่ะ เฉลยเลยดีกว่า กษัตริย์พระองค์นี้ก็คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จ้า

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เกรียงไกรพระองค์หนึ่งในประวัติศาสตร์เขมร พระปรีชาสามารถของพรระองค์ที่นอกเหนือจากเรื่องการปกครองบ้านเมืองแล้ว ในทางการศาสนานั้นพระองค์ก็เป็นสุดยอดกษัตริย์ที่อุทิศตนเพื่อทำนุบำรุงศาสนาอย่างแท้จริง และด้วยความเลื่อมใสศรัทธาต่อพุทธศาสนาอย่างแรงกล้านี้เองที่ทำให้ ปราสาทบายน ปรากฏชื่อเป็นที่รู้จักของคนทั่วทุกมุมโลกในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุความเชื่อที่ว่า พระองค์นั้นทรงเป็นองค์อวตารของพระโพธิสัตว์อวโลติเกศวร จึงเป็นที่มาแห่งรูปสลักพระพักตร์ของพระพรหมที่ปรากฏอยู่บนยอดปรางค์ปราสาททั้ง 54 ปรางค์ ในปราสาทบายน ซึ่งสันนิษฐานกันว่า นี่คือพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ทรงทอดพระเนตรเฝ้าดูแลของราษฏรของพระองค์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ผ่านหลักธรรมเรื่อง “ พรหมวิหาร 4 ” ที่แฝงรวมไว้กับพระพักตร์ทั้ง 216 พระพักตร์นี่เอง
แหล่งท่องเที่ยวดังๆ อย่างปราสาทตาพรหม คงหนีไม่พ้นเรื่องคน ไม่ว่าช่างภาพจะเลือกถ่ายมุมไหนก็เจอแต่ คน คน และคน .. ไอ้ครั้นจะไปบอกให้คนหลบกล้องก็กระไรอยู่ ทางแก้ที่ดีที่สุดและไม่ทำให้เราเดือดร้อน(ไปมากกว่านี้) ก็คือ ต้องให้กล้องหลบคน และจะเวิร์คที่สุดก็ต้องไปถึงที่หมายก่อนคนจะมาถึงด้วย !!! ไม่งั้นก็จะเจอปัญหาอย่างในภาพนี้แหล่ะ ...เอิ๊กๆ
แหม..ถึงนักท่องเที่ยวจะมากมายจนทำให้การทำงานของพี่ๆ เค้าวุ่นวายตามไปด้วยนั้น แต่ในระหว่างการทำงาน พี่ๆ เค้าก็ได้เห็นเรื่องดีๆ ของชาวกัมพูชาเค้าเหมือนกันนะ ดุษถามที่อุ๋ยกับพี่เอินว่า ไปกัมพูชาคราวนี้มีเรื่องอะไรประทับใจบ้าง พี่ๆเค้าพูดเหมือนกันว่า น้ำใจและความเอื้ออาทรที่ชาวกัมพูชาเค้ามีให้กันน่ะ น่ารักมาก บ้านเค้าถึงจะล้าหลังกว่าเรา แต่คนของเค้าจะช่วยเหลือกัน เค้าจะเผื่อแผ่น้ำใจใหักับคนที่มีฐานะด้อยกว่าตัวเองน่ะ ถึงมีน้อยนิดเค้าก็จะหยิบยื่นให้กันเสมอ อืม..ฟังดูแล้ว ถ้าสังคมไทยเป็นแบบนี้กันเยอะๆ ก็คงดีสิเนอะ บ้านเมืองเราจะได้ไม่วุ่นวายเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้ ^_^

ภาพจำหลักปริศนารูปนี้ สร้างความสงสัย งงงวย ไม่รู้จบสิ้นแถมยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่า ไดโนเสาร์ตัวนี้ ช่างเขมร ท่านได้แต่ใดมา .... เพราะไม่ว่าจะนำหลักการใดๆ มาวิเคราะห์แล้วก็ตาม ก็ชี้ชัดไม่ได้ว่า เจ้าไดโนเสาร์ตัวนี้มาโผล่ในดินแดนเขมรได้อย่างไรกัน เพราะพื้นเพของมันนั้นอยู่ในแถบอเมริกาเหนือโน้นนนนน....หรือจะเป็นว่ามันเกิดจากจินตนาการของช่างเองก็ไม่น่าเป็นไปได้ อะไร๊จะเหมือนของจริงเป๊ะๆอย่างนี้...แต่ไม่ว่าจะด้วยเพราะอะไรตาม เราก็รู้แค่ว่า เจ้าตัวนี้มีชื่อว่า สเตโกซอรัส ( Stegosaurus ) จ้า.....

อันนี้ไม่ใช่การเปรียบเทียบอายุกันเน้อ ... แต่เห็นว่า เจ้าหนูตัวน้อยๆ เนี่ย เค้ายืนโพสต์ท่าถ่ายรูป ท่าทางคล้ายๆกันกับพี่อุ๋ย อัจฉรา น่ะ ก็เลยเอามาประชันกันดูเล่นๆ แต่ว่าไปแล้ว ...หน้าตาสาวเจ้าทั้งสอง ก็คล้ายๆ กันอยู่น๊า ....อิๆ ก็เลยเป็นที่มาของชื่อตอนว่า “ เมื่ออัจฉราเจอกับอัปสรา ” ยังไงล่ะ แต่อัปสราที่พี่อุ๋ยเจอเนี่ยจะหมายถึง นางอัปสราที่พี่แกไปยืนโพสต์ท่าประชันความงาม หรือ จะหมายถึงเจ้าหนูตัวน้อย กันแน่ อันนี้ก็แล้วแต่ใครจะคิดนะจ๊ะ ....ดุษบอกใบ้แค่ว่า อัปสรา และ อัจฉรา ต่างก็แปลว่า นางฟ้า ....จ้า....
 
 



 

เรื่องที่1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15


บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ จำกัด
298 ถนนศรีวรา ทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 แฟ็กซ์ 0-2934-4726

Panorama worldwide Co.,ltd.
298 Soi Ladprao 94, Wangthonglang district,
Wangthonglang, 
Bangkok 10310
Tel. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 Fax 0-2934-4726