ค้นหา   
พาโนราม่า สเปเชี่ยล
::: 2551 :::
::: 2550 :::
::: 2551 :::
ซี ซีรี่ส์
ตามรอยพระพุทธเจ้า(ภาค2)
::: 2552 :::
แกะรอยไกลบ้าน
ทางสายฝิ่น
รายการโทรทัศน์
ลูกไม้ไกลต้น
ปราชญ์เดินดิน
เรื่องที่ : 8
หัวข้อเรื่อง :  Kaw thoo lei …. KNU

จากเรื่องสนุกสนานไปแล้ว คราวนี้มาต่อกันด้วยเรื่องที่ค่อนข้างจริงจังหน่อยดีกว่า (เดี๋ยวจะหาว่า ยัยดุษเล่าแต่เรื่องสนุกๆ เป็นอย่างเดียว)

ครั้งนี้ดุษไปไกลถึงโน้นนนน..อุ้มผางแน่ะ....เข้าไปถ่ายงานในหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยง (ที่อยู่เลยเข้าไปในประเทศพม่าเสียด้วยสิ) งานนี้พี่ธาดาโปรดิวเซอร์หนุ่ม(ใหญ่)ของพาโนฯ เค้าไปถ่ายเรื่องกะเหรี่ยง KNU (Karen Nation Union) ซึ่งช่วงที่เราไปเนี่ยก็ตรงกับเทศกาลปีใหม่ของเขาพอดี ( ก็ช่วงเดียวกับปีใหม่ของไทยนี่ล่ะ )

งานนี้เราไม่ได้ไปมือเปล่าด้วยนะ เราเอาเสื้อผ้าไปบริจาคให้พวกเขาด้วย แถมพี่ธาดายังชักชวนเพื่อนๆ ของเค้าให้เอาผ้าห่มมาช่วยกันบริจาคอีกต่างหาก...งานนี้ถือว่าได้ทั้งงานได้ทั้งบุญกันเลย   

ป้ายทางเข้า หมู่บ้าน

ทหารและชาวบ้านเดินถือของบริจาคกลับเข้าหมู่บ้าน

เราเดินทางกันวันที่ 29 ธ.ค. ซึ่งก็เป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มเดินทางออกต่างจังหวัดกันแล้ว ท้องถนนก็ค่อนข้างเต็มไปด้วยยวดยาน ผู้คนก็เริ่งรีบเดินทางขับรถเร็วแซงกันไปแซงกันมา ..เฮ้ยยย ..พาลให้ดุษนึกสงสัยว่าจะรีบเร่งกันไปไหนหนอ..เดี๋ยวก็ถึงที่หมายพอๆกันอยู่ดีแหละน่า....
หากใครเคยเดินทางไป อุ้มผาง คงรู้ว่า หนทางนั้นสุดแสนจะคดโค้งเพียงใด กว่าจะถึงที่หมาย ..เล่นเอาดุษแทบอ้วก ดมยาดมก็แล้ว เปิดกระจกรับลมก็แล้วก็ยังไม่หาย ...หนทางสุดท้ายอันเวิร์คสุดๆของดุษก็คือ..หลับครับท่าน !! รับรองว่าไม่ว่าหนทางจะเลี้ยวลดคดโค้งสักเพียงใดก็ไม่หวั่น...

อากาศที่แม่สอดและอุ้มผางนั้นไม่หนาวดั่งคิด..(ดูรึ ..ไอ้เราก็อุตส่าห์หอบเสื้อกันหนาวตัวหนาไป..เฮ้ยยยย..หนักเป้จริงๆ) ตลอดทริปเราเดินทางเข้าออกหมู่บ้านกะเหรี่ยงนี้เป็นว่าเล่น ...ภาพที่ดุษเห็นและสิ่งที่ได้สัมผัสนั้นมันช่างขัดแย้งกันเหลือเกินในความรู้สึก ภาพของหมู่บ้านอันดูแห้งแล้งและเงียบสงบนั้นเต็มไปด้วยทหารถืออาวุธสงครามเดินกันเต็มไปหมด โดยทหารเหล่านี้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับคนในหมู่บ้านนั่นเองและทหารส่วนเหลือก็จะไปประจำการอยู่ตามแนวปะทะ และค่ายอื่นๆ ของ KNU (บอกนิดหนึ่งว่า กะเหรี่ยง KNU นั้นเป็นกะเหรี่ยงกลุ่มหนึ่งที่ต่อสู้เพื่ออิสระภาพในการเป็นรัฐอิสระกับรัฐบาลพม่ามาช้านานแล้ว)  

สภาพทั่วไปภายในหมู่บ้าน

เหล่าทหารที่เข้ามารักษาการให้กับชาวบ้าน ซึ่งบางคนก็เป็นพ่อ เป็นพี่ หรือเป็นญาติของคนในหมู่บ้านนั่นเอง ภาพของทหารที่ถืออาวุธติดตัวอยู่ตลอดเวลานั่นเป็นเรื่องปกติของคนที่นี่ไปเสียแล้ว เนื่องจากพวกเขาต้องเตรียมพร้อมต่อสู้อยู่ทุกขณะ
ผู้คนในหมู่บ้านนั้นไม่มีท่าทีแห่งความกระด้างหรือหวาดระแวงคนแปลกหน้าอย่างพวกเรา หนำซ้ำสิ่งที่เขาแสดงต่อเราคือความสุภาพ และมิตรภาพอันบริสุทธิ์ซึ่งเผยออกมาทางภาษากาย ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม หรือแววตาอันอ่อนโยน หรือแม้แต่ภาษาพูดที่เราฟังแล้วแปลไม่ออกก็ตาม..
ในวันที่เราไปถึงเป็นช่วงวันท้ายๆของเทศกาลแล้ว..แต่ถึงยังงั้นเราก็ได้เห็นสิ่งแปลกตาตื่นใจเยอะไปหมด... ดุษได้เห็นมวยคาดเชือกที่ชกกันอย่างเอาเป็นเอาตายกันบนเวทีแต่พอลงจากสังเวียนนักสู้ทั้งคู่ก็กอดคอหยอกล้อกันสนุกสนาน พระชาวกะเหรี่ยงที่สะดุดตาเราด้วย จีวรสีสด คิ้วและหนวดที่ทำให้ดุษรู้สึกว่า ช่างไม่เข้ากันเสียเลยเพียงเพราะเราเองที่คุ้นกับภาพพระสงฆ์ไทย ลิเกไทยกับกะเหรี่ยงก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่ถึงกระนั้นมันก็สร้างความบันเทิงให้เราได้ไม่แพ้กัน... ภาพเด็กน้อยหอบฟางฟ่อนใหญ่มารองนั่ง/นอน ดูลิเกในค่ำคืนอันหนาวเย็น (แหมไม่อยากบอกเลยว่าตอนแรกที่ดุษเห็น ดุษก็สงสัยว่า มืดค่ำแบบนี้เค้าหอบฟางมาทำไมนะ เอ๊ะรึว่า เค้ากลับมาจากทำนา..555 ? ปล่อยไก่ไปตัวเบิ้มเลยเรา ) .. ภาพทหารนั่งกินนมเย็นอย่างเอร็ดอร่อยช่างขัดแย้งกับเครื่องแบบและอาวุธที่ถือติดตัวจริงๆ


มวยคาดเชือก กีฬาการต่อสู้ที่สร้างความสนุกตื่นเต้น ลุ้นระทึก ทุกลมหายใจ

พระชาวกะเหรี่ยง ซึ่งนุ่งห่มจีวรในสีสันอันสดใส เพียงเสื้อกันหนาวนั้นคงไม่พอรับมือกับอากาศอันเย็นเฉียบ เด็กน้อยคนนี้จึงอาศัยความอุ่นนุ่มจากฟ่อนฟางเพื่อให้กายอุ่นในรัตติกาลนี้
ลิเกกะเหรี่ยง..อาภรณ์อันสวยงามและท่าร่ายรำที่แม้จะไม่อ่อนช้อยเยี่ยงลิเกไทย แต่นั่นก็เป็นศิลปะที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองในต่างวัฒนธรรม ภาพนี้ไม่อยากบรรยาย ดูกันเองแล้วกันนะจ๊ะ..
แล้วช่วยบอกหน่อยว่า เราต่างกันตรงไหน ?)

ภาพบางอย่างที่ได้เห็นมานั้นมันยากเกินที่จะบรรยาย มันเป็นความประทับใจที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก เสียดายมากเลยที่ตอนนั้นดุษไม่มีกล้องอยู่ในมือจะได้บันทึกภาพเอาไว้..สิ่งที่รู้สึกขึ้นมาในชั่วขณะเวลานั้นคือ ความเอื้ออาทรกันนั้นเกิดขึ้นได้ทุกขณะและไม่มีแม้กระทั่งพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หากเรามองมนุษย์ด้วยกันว่าเรานั้นไม่ต่างกัน ทุกคนที่ผ่านเข้ามาไม่ใช่คนแปลกหน้าเพียงแต่เป็นคนที่เรายังไม่ได้ทำความรู้จักเท่านั้นเอง มิตรภาพก็พร้อมที่จะหยิบยื่นแบ่งปันให้แก่กันเสมอ...

  

ผู้หญิงในหมู่บ้าน ต่างเฝ้ารอและภาวนาอยู่ทุกลมหายใจว่าขอให้สามี ลูก ญาติพี่น้องของพวกเขากลับมาอย่างปลอดภัย

เด็กๆ ก็สนุกสนานกันไปตามประสา ไม่มีใครบอกได้ว่าพวกเขาจะมีวัยเด็กแบบนี้ไปได้นานแค่ไหน เพราะเมื่อถึงเวลาหนึ่งแน่นอนที่สุดว่า พวกเขาก็จะลุกขึ้นมาถืออาวุธเช่นเดียวกับพวกผู้ใหญ่ซึ่งเป็นภาพที่เขาเห็นจนชินตา

คนเราไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาใด ภาษาใด ต่างก็มีความรักในเชื้อชาติและตัวตนไม่ต่างกันเลย แต่ทำไมหนอ..เพียงเพราะเรายึดถืออะไรที่แตกต่างกัน เรากลับเห็นว่านั่นคือความต่างจนเป็นเรื่องที่ทำให้ต้องมาประหัดประหารมนุษย์ด้วยกันเองได้อย่างเลือดเย็น...

ความต่าง..ไม่ได้หมายถึง แปลก(แยก)...เสมอไป

ความแปลก..นั้นก็ใช่ว่าจะต้องแบ่งแยกมนุษยชาติออกจากกัน

คำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในใจฉัน....คือ จริงๆแล้ว สงครามสู้เพื่อนำพาสันติสุข ? ทำลายสันติสุข ? หรือ เพื่ออะไรกันแน่ ?

ชาวบ้านและทหารกะเหรี่ยงเหล่านี้ไม่ดื่มเหล้า แต่พวกเขาชื่นชอบมากกับน้ำหวานใส่นม เย็นชื่นใจ

ไม่ว่ายามหลับหรือยามตื่น อาวุธเปรียบเสมือนอวัยวะหนึ่งของพวกเขาไปเสียแล้ว
 
เรื่องที่1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15



บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ จำกัด
298 ถนนศรีวรา ทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 แฟ็กซ์ 0-2934-4726

Panorama worldwide Co.,ltd.
298 Soi Ladprao 94, Wangthonglang district,
Wangthonglang, 
Bangkok 10310
Tel. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 Fax 0-2934-4726