ตะลอน..ภาคเหนือตอนล่าง
สวัสดีค่ะ...วันนี้มีเรื่องมันส์ๆ จากกองถ่ายมาเล่าให้ฟังกันอีกแล้ว เอาล่ะนะ..ก่อนจะลงมืออ่านกัน ดุษขอแนะนำว่าให้หาขนมนมเนยมาว่างไว้ใกล้ๆมือจะดีกว่านะ เพราะสงสัยว่าคงต้องนั่งอ่านกันนานเลยเชียวล่ะ..... ^-^ โอเค..เริ่มเข้าเรื่องเลยดีกว่า
29 มิ.ย.48 ..เริ่มปฏิบัติการ
เวลา 7.00 น. เช้าวันที่กรุงเทพฯอากาศสดใสไร้เมฆฝน...ทีมของเราก็เตรียมพร้อมออกเดินทางตะลุย 3 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างกันแล้ว ..(เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก) เย้!!!! ...พวกเราลุย!!
(อุ๊ย..ทำเหมือนกับจะออกรบแน่ะ)... เมื่อเตรียมข้าวของใส่รถและเช็คอุปกรณ์ความพร้อมเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาที่ล้อรถเริ่มหมุนพา 4 ชีวิตเคลื่อนออกจากเมืองฟ้าอมร........(ขณะเดียวกันนี้..ก็มีอีกทีมกองถ่ายหนึ่งกำลังออกเดินทางไปถ่ายงานที่เขาใหญ่เหมือนกัน...)
รถเคลื่อนออกมาพ้นเขตกรุงเทพฯ ได้สักพักหนึ่ง..ก็มีอันต้องจอด... อิๆ อย่าตกใจไปที่จอดน่ะไม่ใช่เพราะมีเหตุไม่คาดฝันหรอกจ้ะ แต่..เราหยุดพักทานอาหารเช้ากันต่างหากล่ะ ก็แหม..กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องไม่ใช่เหรอ ...ร้านที่เราแวะทานข้าวกันนั้นถือได้ว่าเป็นร้านประจำที่เมื่อเวลาเดินทางขึ้นเหนือ(กรุงเทพฯ)ไปล่ะก้อ พวกเรามักแวะหาเสบียงใส่ท้องกันที่ร้านนี้ล่ะ ...เพราะนอกจากจะเป็นร้านประจำที่ฝากท้องแล้ว อาหารที่นี่ยังอร่อยและราคาไม่แพงอีกด้วยจ้ะ(อันนี้สำคัญเน๊อะ) อิ่มหน่ำกันทั่วหน้าเราก็เดินทางกันต่อ..โดยจุดหมายแรกที่จะไปกัน อยู่ที่ อ.วิเชียรบุรี ซึ่งที่นั่นมีเจ้าหน้าที่ของ ททท.รอเราอยู่แล้วเค้าจะร่วมเดินทางไปกับเราตลอดทั้งทริปเลยล่ะ...(อุ่นใจมีเจ้าบ้านค่อยดูแล..5555)
สถานที่แรกซึ่งเราจะเข้าไปถ่ายทำงานกันก็คือ สปาน้ำพุร้อนของอำเภอวิเชียรบุรีจ้ะ ....บอกตรงๆ ว่าเมื่อเห็นบรรยากาศสถานที่แล้วต้องร้อง โอ้โห!!! ... สวยและน่าใช้บริการขอครับ ...ที่นี่เน้นเรื่องความสะอาดเป็นอย่างมาก และที่ชอบที่สุด(อันนี้ส่วนตัวนิดหนึ่ง) คือ กลิ่นหอมๆ ของน้ำมันหอมระเหยที่ลอยฟุ้งอยู่ทั่วอาหาร...
ห๊อม...หอมมมมมม ....ส่วนห้องให้บริการต่างๆ ทั้งห้องสปา ห้องนวดตัวนวดเท้า ก็แยกชายหญิง เป็น+++ส่วนดี...เรียกได้ว่ามาใช้บริการที่นี่แล้วรับรองได้ว่าสบายตัวและสบายใจกลับบ้านแน่ๆ
บรรยากาศภายใน อบอวลไปด้วยกลิ่นหอม และงามตาด้วยกการตกแต่งอย่างมีสไตล์
งานนี้ช่างภาพของเราก็ถ่ายงานไปด้วยความรื่นรมย์ .....(แหม นี่ถ้าไม่ต้องรีบไปถ่ายงานทื่อื่นต่อนะ..สงสัยว่า พวกพี่ๆ คงร้องขอนอนแช่น้ำเล่นเย็นๆ อุราไปแล้ววววว...หุๆรวมถึงตัวข้าพเจ้าด้วยที่อยากเล่นน้ำ..!!! )
เสร็จจากที่นี่ ก็ได้เวลาอาหารมื้อกลางวันพอดิบพอดี ...คุณสุชาติ (เจ้าหน้าที่ของ ททท.) บอกว่าจะพาไปกินของอร่อยขึ้นชื่อของชาววิเชียรบุรีจ้ะ ...เอ๊า..ใครเคยผ่านไปมาแถวนี้ ทายกันสิว่า อาหารที่ว่านี้คืออะไร? ติ๊กต๊อกๆๆ
ไก่ย่าง......(ถูกต้องแล้วคร้าบบบบบบ....) มื้อกลางวัน วันนี้เราก็หม่ำอาหารเมนูธรรมดาที่รสชาติไม่ธรรมดากันจนท้องป่องไปตามๆกัน ...ไก่ย่างเค้าอร่อยสมคำรำลือจริงๆ
ได้เวลาล้อหมุนอีกแล้ว...สถานที่ต่อไปคือ...เอื้องผึ้งสปารีสอร์ท ...และก็เป็นธรรมดาอีกเช่นกันที่เมื่อท้องอิ่มหนังตาก็เริ่มอ่อนแอต่อแรงโน้มถ่วงของโลก...พวกเราก็หลับบ้างตื่นบ้างไปตลอดทาง..แต่ข้าพเจ้าน่ะ หลับไม่ค่อยลงหรอกเพราะ วิวสองข้างทางน่ะสิ ...ดึงดูดใจมากกว่าการนอนเป็นไหนๆ ภาพทิวเขาสูงเขียวขจีอันสลับซับซ้อนนี่ช่างชวนมองเสียเหลือเกิน ...อิๆ อีกอย่างไม่อยากบอกเลย อ๊ายอาย..ก็ทางน่ะสิ มันคดเคี้ยวขึ้นลงจนหลับไม่ลง...555555 ...
ถึงที่หมายภาพแรกที่เห็นคือ ความเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาอันร่มรื่น..ที่นี่มีทั้งส่วนบริการแบบเปิดโล่ง(หากต้องการแนบชิดกับธรรมชาติ) และ ส่วนบริการแบบเป็นห้องส่วนตัว ( ทางรีสอร์ทก็จะมีเรือนสปาที่ให้บริการเป็นห้องๆ).. ถึงที่ ช่างภาพ(พี่พงศ์) และผู้ช่วย(พี่น้อย) ของเราก็ลงมือทำงานแข่งกันกับเมฆฝนที่ลอยละอองตามเรามาจากวิเชียรบุรี....เพราะเมื่อเราจอดรถปุ๊บ...ลมฝนก็พัดมาถึงตัวเราปั๊ยเลย หรืออาจมาถึงก่อนเราเสียอีก ..พี่พงศ์ถ่ายภาพบรรยากาศรอบนอกได้ไม่นานก็ต้องรีบพากันเผ่นเข้าห้องกันแล้ว...แน่ะ..อย่าพึ่งทำตาโตคิดว่า พี่แกอยากให้สาวๆ นวดน้ำมันล่ะ..แต่ที่ต้องรีบเผ่นน่ะเพราะพระพิรุณเริ่มเทกระหน่ำลงมาน่ะสิ ขืนยืนตากฝนถ่ายงานอยู่ล่ะก้อ พังแน่ๆ...(ที่ว่าพังน่ะคือ กล้องสิจ้ะ แล้วกล้องตัวหนึ่งก็ราคาใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่..พังขึ้นมาหาร 3 แล้วยังสาหัสอยู่เล้ยยยยย....5555) แต่ไม่เห็นไรถ่ายข้างนอกไม่ได้ เราก็เก็บภาพบรรยากาศภายในห้องเสียเลย(เพื่อไม่ให้เสียเวลา....แต่เสียดายไม่มีรูปมาให้ดูกัน) ...ถ่ายงานเสร็จเราก็นั่งเล่น(ทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว) รอให้ฝนซ่า...ภายในใจก็ช่วยกันภาวนาว่า ที่หมายต่อไปขอให้อย่ามีฝนเหมือนที่นี่เล้ยยยยยย...โอมมมมม เพี้ยงงงงงง..!!!!!
สถานที่แห่งที่ 3 ของวันนี้..คือ ภูแก้วแอดเวนเจอร์ปาร์ค..ที่ ภูแก้วรีสอร์ท...รีสอร์ทที่ตั้งอยู่กลางเขาค้อ..ว้าวววว...คงไม่ต้องบรรยายแล้วสินะว่า บรรยากาศดีน่าพักผ่อนขนาดไหน...เป้าหมายหลักของการมาเยือนที่นี่ของเราคือ ถ่ายกิจกรรมแอดเวนเจอร์ของทางรีสอร์ทจ้ะ..แต่ด้วยเมื่อเรามาถึงน่ะ..ท้องฟ้าก็ไม่เป็นใจ ให้เราทำงานเสียแล้ว..(หุๆ สงสัยจะรู้ว่า ใกล้จะหมดแรงกันแล้ว) ท้องจากฟ้าจะครึ้มจนถ่ายงานไม่ได้แล้วแถมยังมีฝนโปรยลงมาเป็นระยะๆ ..เป็นอันว่า เย็นวันนี้เราก็อดถ่ายกิจกรรมต่างๆไป ..แต่อย่างพึ่งอย่าท้อวันพระไม่ได้มีหนเดียว เราเลยแพลนงานกับคุณสุชาติว่า เราจะถ่ายภาพกันอีกทีพรุ่งนี้เช้าก่อนออกเดินทางจ้ะ...เย้!!!! พักยกเสียทีสำหรับวันนี้.....แต่พักจากงานก็ใช่ว่าจะหยุดอาการไฮเปอร์กันได้ง่ายๆ ..ไหนๆพรุ่งนี้จะต้องถ่ายกิจกรรมแอดเวนเจอร์กันใช่มั๊ย พวกเราก็เลยขอชิมลางลองเล่นเครื่องเล่นต่างๆ เสียเลย(สลัดความแก่ทิ้งสักวัน)เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ความันส์...นั่น!!!!ข้ออ้าง...ของพวกอยากซน...
นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว เค้ายังมีกิจกรรมอื่นๆ ให้ได้เล่นกันอีกเช่น Rope Challenge , Canoe Paddle, Baby Racing หลังจากที่พวกเราได้เล่นซน(ซ่า)สมใจแล้ว จากนั้นก็เป็นเวลาส่วนตัว(ใครตัวมัน)กันแล้วจ้ะ...และด้วยจรรยาบรรณทางวิชาชีพ(มาร)....ถือว่าเป็นความลับทางราชการที่มิสามารถนำมาเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนได้...ขอเก็บไว้เป็นเรื่องอำกันเองดีกว่านะจ้ะ....เอิ๊กๆๆๆ....แล้วคืนนี้เราก็นอนท่ามกลางอากาศเย็นสบาย....คร๊อกกกก ฟี้.......
......................จบไป 1 วัน................
30 มิ.ย. 48 ....
เช้านี้เรายังคงอยู่ที่ ภูแก้วรีสอร์ท ..เพราะต้องถ่ายภาพกิจกรรมแอดเวนเจอร์กันต่อ ...ขอบอกว่า งานวันนี้ทำให้พี่พงศ์ กระชุ่มกระฉวย คึกคักซู่ซ่า(แอบเหนื่อยด้วย) เป็นพิเศษ เพราะอะไรน่ะเหรอเจ้าคะ... แอนแอ๊น...เพราะเรามีเรื่องหนุกๆ มันส์ๆ ได้ทำกันน่ะสิ ....พี่พงศ์ให้ไอเดียว่า ถ้าจะให้ภาพที่ออกมาสมจริงได้อารมณ์ที่สุดนั้น..เราต้องถ่ายแบบใกล้ชิดกับคนเล่นกิจกรรมประหนึ่งร่วมสถานการณ์เดียวกัน..และวิธีที่พี่พงศ์ว่าก็คือ.. เกาะติด!!! ครับท่าน คนเล่นกิจกรรมทำอะไรพี่แกเอี่ยวด้วยทุกอย่าง ...จ๊ากกกก... แค่คิดก็เสียวแล้ว ลองนึกภาพดูเอาเองนะ...เช่น High Flying ..ถ้ายืนรอถ่ายอยู่ที่จุดสิ้นสุดอย่างเดียวน่ะ...คนดูจะรู้ได้ยังไงว่า +++ความรู้สึกระหว่างห้อยโหนลงมาจากหอสูงน่ะเป็นยังไง...ว่าแล้วพี่พงศ์ก็เลยสวมวิญญาณหน่วยกล้าท้ามฤตยู..ถือกล้องโหนเชือกลงมาพร้อมๆ กับคนเล่นซะเลย...จ๊ากกกกกกกก....พี่พงศ์ทำเสียวอีกแล้ว..เหอๆ ที่เสียวน่ะไม่ใช่เพราะต้องโหน..ลงมาหรอกจ้ะ ..เสียวกล้องหลุดมือมากกว่า..5555555 (โอ...ถ้าพี่พงศ์มาอ่านเจอตรงนี้คงอยากเข็กหัวดุดดีเป็นแน่..โธ่ๆ แทนที่จะห่วงพี่ห่วงเชื้อ หน๊อยยยย..ห่วงกล้องซะนี่น้องเรา...) อะ..แล้วอีกกิจกรรมที่พี่ท่านยอมพลีกายถวายให้แก่งาน ..Mountain Speed Luge ..ที่คนเล่นต้องขับรถลงมาจากยอดเขา...แค่คิดก็น่ากลัวแย้วววววว....(กิจกรรมนี้ดุดดีไม่กล้าเสี่ยงเล่นเพราะขับรถไม่เป็นเกรงว่า แทนที่จะไปถ่ายงานที่อุตรดิตถ์ อาจต้องเปลี่ยนแผนไปโรงพยาบาลแทน..เอิ๊กๆ ) งานนี้พี่พงศ์ก็ขอใกล้ชิดกับคนเล่นเป็นพิเศษโดยการขึ้นนั่งประกบไปกับคนขับรถน่ะสิจ้ะ ...อืมมมมม.....ทุ่มเทจริงๆ พี่แกบอกว่าจะได้ภาพมันส์ๆ เหมือนเราขับรถลงมาเอง.....โอ้วววว...จิตนาการบรรเจิด เนี่ยดีนะที่เราต้องรีบไปถ่ายงานต่อที่ จ.อุตรดิตถ์..ไม่อย่างนั้น พี่แกคงได้ถือกล้องโรยตัวลงมาพร้อมๆกันคนเล่นอีกอย่างแน่ๆ ... /( - -:)....
ออกจากที่ภูแก้วรีสอร์ท ..เราต้องบึ่ง สปีดเร็วกว่านรกไปยังสนามกอล์ฟที่เขื่อนศรีนครินทร์....อืมมมมม ไกลมากๆ แต่พอดีกับเป็นเวลาหาเสบียงใส่ท้อง..คุณสุชาติก็พาเราแวะกินขนมจีนเจ้าอร่อยก่อน...พี่พงศ์กระซิบบอกดุษว่า ..ร้านนี้ก็เป็นร้านประจำที่ชาวพาโนฯ เวิลด์ไวด์ พากันมาฝากท้อง.....(ยังงี้ก็ไม่ต้องให้แม่ช้อยมาการันตี ความอร่อยกันแล้ว) ทานอาหารเสร็จ....คงต้องรีบกันหน่อยเพราะเรานัดทางสถานที่เค้าเอาไว้ว่าจะไปถึงประมาณบ่าย 3 ครึ่ง.... ตอนนี้คุณสุชาติพูดเล่นๆ กับทีมว่า หลับไปได้เลยเพราะหนทางนี้ยังอีกยาวไกล...อิ่มก็อิ่มนะ แต่ก็อีกนั่นล่ะ..วิวสองฟากฝั่งถนน...สวยยวนตาน่าดู...ยิ่งใกล้ถึงเขื่อนเท่าไหร่ความร่มรื่นก็ชวนให้ตาสว่าง....ยิ่งพอถึงสนามกอล์ฟน่ะ...ลืมเรื่องที่ต้องนั่งเมื่อยมาตลอดทางไปเลย...(ไม่เชื่อลองดูภาพสิ)
ดีนะที่..เมฆฝนตั้งเค้าแต่โชคดีที่ยังปราณีไม่เทลงมาซะก่อน..ถึงแดดร้อนก็ดีกว่าฝนตกล่ะน๊า (พวกเราเดินกันเหงื่อตก และแสบร้อนผิวไปตามๆกัน) เป็นอันว่าภารกิจของช่วงบ่ายก็จบลง...แล้วพวกเราก็ตีรถกลับเข้ามาตัวเมืองอุตรดิตถ์เพื่อเตรียมถ่ายงานอัฐมีบูชางานประจำจังหวัดของชาวอุตรดิตถ์ที่เค้ากล้าบอกว่า..มีหนึ่งเดียวในโลก...อืมมมมม....งั้นคืนนี้ต้องไปดูให้เห็นกับตาซะแล้วสิเรา....
ถึงที่พัก...หลังจากพักผ่อนกันพอหายเหนื่อย..พวกเราก็รอเวลาที่จะไปยังวัดทุ่งยั้ง..สถานที่ซึ่งจัดแสดง แสง-เสียง งานอัฐมีบูชา...ในระหว่างนี้ก็มีเรื่องให้ได้ลุ้นกันอีกแล้ว...จะเรื่องอะไรไปได้ล่ะนอกจากเรื่องฝนฟ้าที่มีทีท่าว่าจะตก เมฆดำทะมึนมาแต่เย็นแล้ว เวลาผ่านไป...19.30 น.แล้วยังไม่มีเสียงกริ๊งกร๊างมาจากคุณสุชาติเลยว่าจะให้เราตามไปที่งานได้รึยัง...เราเปรยๆกันอย่างเป็นห่วงงานที่จะไปถ่ายกันว่า นี่หากฝนเทลงมาล่ะก้อ..หมดกัน.. หลังจากที่โทรคอนเฟริมกับคุณสุชาติเรียบร้อยเราก็ออกเดินทางไปที่วัดทุ่งยั้งกัน...
โอ้....แค่ถึงประตูวัด ยัยดุษก็รู้สึกร้อนวูบวาบ สั่นระริกซะแล้ว..5555 แน่ะ..ห้ามแซวกันนะว่าเข้าใกล้วัดเลยเกิดอาการเช่นนี้ ไม่ใช่สักหน่อย ...ตื่นเต้นต่างหากล่ะ เพราะนอกจากจะได้เห็นบรรยากาศงานวัดแล้ว..แสงไฟที่สาดส่องเจดีย์เก่าโบราณของวัดน่ะ...สร้างบรรยากาศให้นึกถึงเมืองเก่าเป็นยิ่งนัก ..ไม่นานนักเรื่องที่หวั่นวิตกก็เกิดขึ้นจริงๆ ยังไม่ทันจอดรถได้เรียบร้อยดีเลย ฝนก็เริ่มลงเม็ด เล็กๆ มาแล้ว ...ว้า!!!!! ท่าทางงานนี้เละ..(ที่ว่าเละน่ะ..สภาพของพวกเราน่ะจ้ะ) เดินลัดเลาะไปถึงส่วนที่เค้าจะจัดการแสดงกัน...ฝนก็เทลงมาแบบไม่ลืมหูลืมตา.. แต่ด้วยภาระหน้าที่..พี่พงศ์และพี่น้อย หน่วยกล้าเปียก(ที่ไม่กล้าตาย) ก็พากันลุยเข้าไปในงานก่อน ..ส่วนดุษรอร่มจากพี่พินิจอยู่....พอได้ร่มเรา 2 คนก็ย่ำออกตามพี่พงศ์ไป ..ในคืนนี้สิ่งที่น่าประทับใจก็คือถึงฝนจะกระหน่ำตกขนาดนี้ แต่ชาวบ้านและนักแสดงไม่มีฝ่ายไหนถอยหนีกันเลย (น่าประทับใจจริงๆ) การแสดงยังคงดำเนินไปประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น..5555 The Show must go on..!!!! .... พอการแสดงสิ้นสุดลงฝนก็หยุดปุ๊บอย่างกับสับสวิตซ์เลย...อืม.....มันน่าจะกลับกันว่า ฝนค่อยตกหลังจากที่การแสดงจบมากกว่าเน๊าะ....งานนี้ก็ทุลักทุเลกันน่าดูกว่าจะถ่ายงานเสร็จ จะว่าเหมือนลูกหมาตกน้ำก็มิควรแฮะ
5555
วันนี้พวกเราก็เลยเข้านอนกันเร็วกว่าปกติ อาจเพราะไปตากแดดตากฝนกันมาทั้งวันล่ะมั้ง....ฮัดฉิ้ววววว!!!!!!!
.......จบไปอีก 1 วันที่ทั้งแดดทั้งฝน......
31 มิ.ย.48 .....วันนี้เราจะไปเมืองลับแลกันเน้อออออ.....
ฮ่าๆๆ ....เห็นหนทางที่เดินทางเข้ายัง บ้านลับแลแล้ว ....พวกเราก็แซวกันเล่นๆ สร้างความครื้นเครงว่า มิน่าล่ะ ...เป็นแบบนี้นี่เอง ถึงว่า ..ใครมาเมืองลับแลแล้วมักไม่ได้กลับออกไป..ก็หนทางน่ะคดเคี้ยวน่าดู ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไหร่ก็เจอแต่สวนผลไม้ ... เหอๆ อันนี้เราพูดกันเล่นๆ น่ะ ที่จริง ดุษว่า ที่นี่เป็นเมืองที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาอันเงียบสงบดี น่าอยู่จะตายไปในเขตชุมชน สองฟากฝั่งถนนที่มีบ้านเรือนปลูกเรียงรายกันอยู่นั้น..เป็นภาพบรรยากาศของสังคมต่างจังหวัด ที่รู้สึกจะมีมนต์เสน่ห์ดึงดูด คนเมืองอย่างเราๆ เสียจริง...
ภาระกิจของเราวันนี้คือ ถ่ายงานพิธีบ่ายศรีสู่ขวัญผลไม้ของชาวลับแล และโฮมสเตย์บ้านหลงลับแลจ้ะ... เรามาถึงงานก่อนทีมผู้สื่อข่าว..(ลืมบอกไปว่า สถานที่ต่างๆที่เราไปน่ะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ทาง ททท.เค้ากำลังโปรโมทน่ะ ก็เลยเชิญพวกสื่อมวลชน มาทำข่าวกัน) พี่พงศ์ก็เก็บภาพบรรยากาศได้อย่างเต็มที่ ..ในระหว่างรอเวลาเริ่มพิธีการ ชาวบ้านต่างนำทุเรียนและผลไม้จากสวนของตัวเองมากองรวมกันไว้ในงานพิธี อ้อ..งานนี้ดุษและพี่ๆ มีโอกาสได้ชิมทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองของชาวลับแลเค้าด้วยนะ ตอนแรกที่เค้าเอามาให้กินเค้าบอกว่า ถ้าได้กิน หลงลับแล แล้วล่ะก้อ รับรองจะติดใจจนลืมรสชาติของทุเรียนพันธุ์อื่นๆ ไปเลย (แอบสารภาพบาปว่า..ตอนแรกไม่เชื่อ ) แต่พอได้ลองกินเข้าจริงๆ โอ้.....สมคำร่ำลือ ทีนี้กินไม่หยุดสิเรา ..อร่อย!!!... (เอกลักษณ์ของทุเรียน หลงลับแล คือ ลูกเล็กๆ เนื้อบางเม็ดโต รสชาติหอมหวานมัน นุ่มลิ้น...เฮ้อออออ...ให้อธิบายคงบรรยายได้ไม่ถึงครึ่ง ต้องให้ไปลองชิมกันเอาเองที่เมืองลับแลโน้นนนนน)
เอ้า..โม้นานไปหน่อย ลืมเล่าถึง โฮมสเตยืไปเลย.... บ้านหลงลับแล ..ที่จัดให้นักท่องเที่ยวได้มาพักนั้นตั้งอยู่ริมทางในสวนผลไม้... มีอยู่หลายหลังซึ่งแต่ละหลัง ก็น่าอยู่ไม่แพ้กัน ....หากใครชอบบรรยากาศเงียบๆ และได้สัมผัสวิถีชิวิตชาวสวนล่ะก้อ ...น่าจะลองมาพักที่นี่ดู ...ม่ะดูรูปกันหน่อยดีกว่า......
เออ..ลืมไปเล่าไปอีกหนึ่งอย่าง นอกจากพิธีบ่ายศรีฯ แล้ว ชาวบ้านเค้ายังสาธิต วิถีชีวิตของชาวสวนผลไม้ให้เราดูอีกด้วยนะว่า ..งานนี้ชาวสวนเลยวิงวอนผ่านสื่อมวลชนมาว่า เห็นมั๊ยค่ะ...ว่าชาวสวนเค้าลำบากแค่ไหนกว่าที่จะได้ทุเรียนมาขายให้พวกคุณได้รับประทานของอร่อยกัน ..สงสารแม่ค้าเถอะเวลาไปซื้อน่ะ อย่าต่อราคาเลยนะ.. อุ๊ย!! คุณพี่นี่ช่างมีกลยุทธทางการค้าจริงๆ....... (ดูรูปกัน)
เสร็จจาก อ.ลับแล ..คราวนี้เราก็มุ่งหน้าไปที่สนามกอล์ฟภูเกิดกันต่อ ....แต่ระหว่างนั้นเราก็แวะทานอาหารกลางวันกันก่อนนะ (บอกแล้วว่า กองทัพต้องเดินด้วยเท้า!!!! เอ๊ย..ท้อง) เสร็จสรรพอาหารมื้อนี้เราก็เข้าสู่อาการเดิมอีกล่ะจ้ะ..คือบึ่งรถไปตามเคย ก็แหม...สนามกอล์ฟนี้อยู่ที่จังหวัดพิษณุโลกนะจ้ะ ...+++ครั้นจะให้เถลไถลไปถึงช้าก็มิควรใช่มั๊ยล่ะ ...เดี๋ยวทางฝ่ายโน้นเค้าจะรอนาน.... ไปถึงที่หมายเจ้าหน้าที่ก็รอเราอยู่แล้ว ..อืมมม..ลืมบอกไปว่า สนามกอล์ฟนี้บริหารและดูแลโดยทหารจ้ะ .... พูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ..นายทหารใหญ่ก็พาเราตระเวนทัวร์ถ่ายภาพ ....มุมโน่นมุมนี้ ....งานนี้พี่พงศ์ได้ขับรถในสนามกอล์ฟสมใจ ...5555 (เหอๆ พี่พงศ์คันไม้คันมือมาตั้งแต่วันที่ไปถ่าย สนามกอล์ฟที่แรกแล้ว เพราะเห็นน้องๆ (พวกเรา) ขับเล่นกันอย่างสนุก มาวันนี้พี่ท่านเลยขอลองมั้ง...ฮ่าๆๆ ..)
เสร็จสรรพจากที่นี่เราก็เข้าพักในตัวเมืองกัน..โดยโปรแกรมสุดท้ายของงานคือ ถ่ายภาพกิจกรรมสามล้อทัวร์ในช่วงค่ำๆ .. ถึงที่พักก็แยกย้ายกันพักผ่อนตามอัธยาศัย..เพื่อรอเวลาในช่วงค่ำที่จะออกไปกันต่อ...
และเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น...(อันนี้ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน..อึ๋ย!!!) ข้าพเจ้าเจอผีโรงแรมหลอกขอครับ!!!! ... จ๊ากกกกกกกก...ตื่นเต้นจังเลย...แต่ก็ทำใจดีสู้ผีต่อไป....ดุดดีก็นั่งเขียนโปสการ์ดไปเงียบๆ รอรับโทรศัพท์จากคุณสุชาติเพื่อนัดหมายออกไปถ่ายงาน ...สักพักเห็นจะได้เสียงตามสายจากคุณสุชาติก็โทรมาบอกว่า โปรแกรมสำหรับค่ำนี้คงต้องยกเลิกไปเพราะ ไม่มีนักท่องเที่ยวที่จะมาใช้บริการนั่งสามล้อทัวร์เมือง...
การณ์เป็นเช่นนั้น..พวกเราก็ยกโขยงกันออกไปหาข้าวเย็นกิน..โห..อีกแล้วขึ้นรถยังไม่ทันพ้นโรงแรมเลยฝนก็เทกระหน่ำลงมาหน้าตาเฉย...แต่เสือโหยอย่างพวกเรามีหรือจะละความตะกละเอ๊ย..ความพยายาม เราก็ตระเวนหาร้านกินข้าวกันทั้งฝนตกๆ นั่นล่ะ ..ระหว่างทานข้าวก็คุยกันสัพเพเหระ..และเรื่องผีที่ดุดดีเจอมาก็เป็นหนึ่งในนั้น...แล้วเราก็กลับห้องพัก...
พอตกค่ำไม่รู้ว่า..อะไรมันทำให้ความกลัวบังเกิด...เข้าห้องปุ๊บจิตนาการเกี่ยวกับเรื่องผีๆ ของข้าพเจ้าก็บรรเจิดขึ้นมาทันที ..สรุปว่าคืนนี้กว่าที่จะได้นอนกัน ดุดดีก็ชวนพี่น้อยคุยกันจนถึงตี 4 ..เอิ๊กๆ ..งานนี้ต้องร้องเพลง จะหลับตาลงไปได้อย่างไร........ จนพี่น้อยทนไม่ไหวหลับคาวงสนทนาซะงั้น..ทิ้งให้ดุดดีเผชิญความเงียบอยู่คนเดียว..จ๊ากกกกก แย่แล้ว... แต่ด้วยเพราะทนต่อความง่วงไม่ไหว ข้าพเจ้าก็ผลอยหลับไปตอนไหนไม่รู้เหมือนกัน.....คร้อกกกกพี้....ฟฟฟฟ..
รุ่งเช้า..พี่พงศ์กับพี่พินิจก็ถามเราว่า ไง..นอนหลับกันมั๊ย.. ...แงๆ ..ก็เลยสารภาพกับพี่เค้าไปว่า กว่าจะ(เผลอ)หลับกันก็โน่นนนนน ...ตี 4!!! ..พี่ท่านก็เลยแซวๆว่า งั้นวันนี้เต็มที่เลย+++น้อง ...นอนหลับยาวกลับกรุงเทพฯไปเลย ...5555 ถึงพี่ไม่บอกหนูก็ว่าคงเป็นอย่างนั้นล่ะ ..พี่น้อยและยัยดุษก็หลับยาวเลยมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนอยู่บนทางด่วนแถวๆ ดอนเมืองเสียแล้ว.....
ทริปนี้พวกเราก็มีเรื่องเล่าฮาๆ ....กลับมาฝากคนที่ออฟฟิศกันเพียบ!!!!!!
.......เสร็จสิ้นการเดินทาง...........
|