ค้นหา   
พาโนราม่า สเปเชี่ยล
::: 2551 :::
::: 2550 :::
::: 2551 :::
ซี ซีรี่ส์
ตามรอยพระพุทธเจ้า(ภาค2)
::: 2552 :::
แกะรอยไกลบ้าน
ทางสายฝิ่น
รายการโทรทัศน์
ลูกไม้ไกลต้น
ปราชญ์เดินดิน
เมื่อพูดถึง..ควาย..หลายคนคงจะร้อง"อ๋อ"เพราะรู้จักดีไม่เห็นจะต้องตื่นเต้นอะไรแต่เมื่อพูดถึง "มหิงสา"หลายคนก็คงจะตั้งคำถามว่ามันคืออะไร มหิงสาก็คือสัตว์ป่า1ใน7ชนิดของสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งป่าห้วยขาแข้งที่มีนิสัยดุร้าย แต่ปัจจุบันพวกมันกำลังจะสูญพันธุ์
เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาผมและทีมได้เดินทางกลับเข้าไปที่ห้วยขาแข้งอีกครั้ง โดยรู้ทั้งรู้ว่าในช่วงที่เข้าไปสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานเป็นอย่างมาก กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนภัยดินถล่มน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันอยู่ทุกวัน แต่ก็นั่นแหละครับด้วยภาระหน้าที่และโครงเรื่องที่วางเอาไว้แล้วที่ต้องถ่ายภาพการเปลี่ยนแปลงของป่าในทุกๆฤดู (ร้อน ฝน หนาว) ก็เลยจำเป็นจะต้องเข้าไปถ่ายภาพไม่ว่าจะหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ต้องทำ แม้ว่าเข้าไปจะไม่ได้อะไรเลยซึ่งมีอยู่บ่อยๆแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เข้าไปใช่ไหมครับ

การทำงานในช่วงหน้าฝนจะต้องวางแผนการทำงานให้ดีและเตรียมตัวให้พร้อม ทั้งในเรื่องของอุปกรณ์กันฝน เครื่องปั่นไฟ ไฟฉายพร้อมถ่าน น้ำมันสำรอง เทียนไข เสบียงและอุปกรณ์ทำกับข้าวซึ่งต้องถูกจัดให้เป็นอุปกรณ์ติดรถไว้ตลอดเวลาห้ามเอาลงเด็ดขาด และอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือไฟแช๊ค ไอ้เจ้านี่สำคัญมากๆจัดว่าเป็นอุปกรณ์ประจำตัวเลยก็ว่าได้ ต้องเตรียมไปเยอะๆเพราะมันใช้ทำอะไรๆได้หลายอย่างนะครับและเป็นอุปกรณ์เดียวที่มักจะหายเป็นประจำไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ทั้งหมดที่บอกมาก็เพราะในช่วงหน้าฝนสภาพป่าจะรกมากถนนหนทางคาดเดาอะไรไม่ได้ บางทีต้นไม้ล้มขวางทาง บางทีถนนเรียบๆขับรถไปเดี๋ยวก็ไถลเดี๋ยวก็ติดหล่มเดี๋ยวก็จมโคลนมีอยู่หลายครั้งที่ต้องนอนค้างคืนกลางทางนอนฟังเสียงช้างหักต้นไม้หากินอยู่ใกล้ๆ เสียวก็เสียวนะครับแต่จะทำอย่างไรได้ จะวิทยุแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยลากรถก็ต้องใช้เวลาเพราะเจ้าหน้าที่เองก็ต้องผจญกับสภาพเส้นทางเละๆเข้ามาเหมือนกันบางครั้งก็ยังไม่รู้เลยว่าใครช่วยใคร มันเป็นเรื่องขำๆแต่ก็เหนื่อยเอาการเลยครับ


  
   

ในช่วงหน้าฝนพวกเราพบเห็นสัตว์ป่าได้ง่ายขึ้นโดยเฉพาะกระทิงและช้างเพราะอากาศที่คลึ้มและเย็นลงทำให้พวกมันต่างพากันออกมาหากินได้ตลอดทั้งวันซึ่งต่างจากฤดูร้อนที่พวกมันมักจะออกมาในช่วงเย็นไปจนตลอดทั้งคืน ฤดูฝนสัตว์ป่าไม่จำเป็นที่จะต้องระมัดระวังตัวมากนักเพราะใบไม้ที่รกขึ้นจะช่วยพรางตัวให้มันได้ดี หรือไม่ก็พรางให้กับพวกเราจนสัตว์ป่าไม่ทันสังเกตุเห็นซึ่งถือว่าก็อันตรายอยู่เหมือนกันเพราะถ้าหากเดินไปเจอมันโดยบังเอิญมันอาจตกใจวิ่งเข้าทำร้ายเอาก็ได้ แต่สำหรับพวกเราแล้วฤดูฝนก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ทำให้พวกเราสามารถถ่ายภาพสัตว์ขนาดใหญ่ได้ไม่ยาก

พวกเรามาปักหลักตั้งแค้มป์กันที่หน่วยพิทักษ์ป่ากรึงไกรกันอีกครั้ง และวางแผนกันว่าจะใช้เรือเป็นพาหนะหลักในการทำงานในครั้งนี้เพราะประเมินจากสภาพถนนที่ผ่านมาคงจะไปไม่รอดแน่ๆ

“ พี่ผมเปิดเรื่องเอาไว้ว่าเรื่องควายๆนั้นไม่ใช่ไม่สุภาพนะครับแต่คราวนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับควายจริงๆ ควายป่าหรือที่ชาวบ้านและชาวกระเหรี่ยงในพื้นที่เค้าเรียกว่า มหิงสา “ ซึ่งเป็น1ใน7ชนิดของสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่แห่ง ” ห้วยขาแข้ง ”

 

หลังจากที่พวกเราเฝ้าติดตามพวกมันมานานทำให้เรารู้ว่าควายป่านั้นเป็นสัตว์ที่มีความฉลาดเอาการเลยทีเดียวครับ มีอยู่ครั้งนึงที่เราถูกมันหลอกเอาซะหัวหมุนเลย แม้ว่าเราจะงัดเอากลเม็ดเด็ดพรายมาใช้เพื่อที่จะแอบถ่ายพวกมันให้ได้ แต่ก็ล้มเหลวไปซะทุกครั้ง
จากข้อมูลเราทราบว่าในช่วงหน้าแล้งไปจนถึงต้นฝนควายป่ามักจะออกมาหากินตามตลิ่งของลำขาแข้งอยู่บ่อยครั้ง เพราะในช่วงนี้น้ำในลำขาแข้งลดลงเลยทำให้หญ้าอ่อนระบัดขึ้นตามชายตลิ่งจนเขียวชะอุ่ม

  
บางช่วงที่น้ำลดก็จะเกิดแอ่งน้ำเล็กๆขังเป็นหย่อมๆกระจายกันไปตลอดลำขาแข้งส่วนควายเองก็ชอบลงมาเล่นน้ำมานอนคลุกโคลนเป็นประจำหรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือนอนคลุกปรักควายนั่นแหละครับ การจะถ่ายภาพพวกมันได้เราก็ต้องไปเฝ้ามันตรงปรักควายครับหรือบางทีก็ตรงเส้นทางที่มันใช้เดินเป็นประจำ(หรือจะเรียกว่าด่านก็ได้) แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันเดินเป็นประจำ ? ก็คือดูจากรอยตีนของพวกมันที่เห็นชัดเจนบนเส้นทาง เป็นรอยตีนใหม่ๆน้ำแฉะๆดินยังไม่แห้งนั่นแหละครับ
    
พวกเรานั่งเรือตรวจดูร่องรอยรวมทั้งปรักควายทุกวันตั้งแต่เช้ามืดไปจนค่ำ เส้นทางตลอดลำขาแข้งทางตอนใต้น้ำตื้นเขินเป็นบางช่วง ทำให้ต้องลงไปลากเรือกันกลางน้ำอยู่บ่อยๆยิ่งในช่วงที่ผมไปนั้นฟ้าฝนคาดเดาไม่ได้เลยเดี๋ยวตกเดี๋ยวหยุดบางวันก็มีครบเลย เช้าหนาว บ่ายร้อน เย็นฝนตก ค่ำฝนตกหนัก น้ำในลำขาแข้งก็ขึ้นเร็วลงเร็ว เพราะฉะนั้นการเดินทางก็วัดดวงเอาครับว่าจะเหนื่อยหรือเหนื่อยโคตร
   
ในที่สุดเราก็พบด่านควายจนได้ ขณะที่ล่องเรือมาเรื่อยๆพวกเราสังเกตุเห็นควายป่าตัวนึงกำลังลงกินหญ้า ผมบอกให้คนขับเรือดับเครื่องแล้วค่อยๆพายเข้าไปใกล้ตลิ่งเพื่อที่จะให้ความสูงของตลิ่งบังพวกเราเอาไว้ รออยู่นานมากครับมันก็ไม่ยอมไป แต่มันรู้แล้วว่าพวกเราแอบมองมันอยู่
คุณอู๊ดช่างภาพของผมเปิดกล้องทิ้งไว้นานแล้วรอจังหวะดีๆเพื่อจะถ่ายภาพมันไว้ก่อน เรารออยู่สักพักผมจึงบอกให้เค้าถ่ายได้ ถ่ายได้นึดเดียวครับพอมันเห็นกล้องของพวกเรามันก็วิ่งหนีไป จากนั้นผมก็ลงไปสำรวจร่องรอยของพวกมัน โชคดีมากครับตรงจุดนี้เป็นด่านของควายฝูงใหญ่ที่เดินข้ามน้ำออกมาหากินประจำ
พวกเราตื่นเต้นกันมากเลยครับ เพราะการที่จะพบควายฝูงใหญ่ออกมาหากินนั้นเป็นเรื่องที่ยากมากส่วนใหญ่จะเห็นเพียงควายโทน(ตัวเดียว)ออกมาหากินดูจากล่องรอยแล้วมันเพิ่งลงมาหากินไม่กี่ชั่วโมงนี้เองก่อนที่เราจะมาถึงนั่นก็แสดงว่าวันนี้พวกเราคงจะทำอะไรไม่ได้นอกเสียจากจะติดตั้งซุ้มที่จะถ่ายภาพทิ้งเอาไว้พวกเราทำซุ้มทั้งบนต้นไม้และแอบวางตรงข้างๆทางที่มันเดินผ่านพร้อมทั้งพรางให้กลมกลืนกับธรรมชาติอย่างดี แต่วันนี้คงจะทำอะไรไม่ได้เพราะในช่วงที่เรามานั้นเสียงเรือของเราคงจะทำให้ฝูงของมันตกใจวิ่งหนีหลบไปในป่าแล้ว


   
พวกเราตัดสินใจที่จะทำซุ้มทิ้งไว้แล้วอีกซัก 2-3วันจากนั้นจึงจะเข้ามานั่งเฝ้า เพราะอยากให้ป่าบริเวณนี้มีความสงบเสียก่อน อีกทั้งยังอยากจะให้พวกมันชินและไว้วางใจกับซุ้มที่เราติดตั้งใหม่ว่าไม่เป็นอันตรายกับพวกมันเผื่อว่าเราจะมีโอกาสถ่ายภาพมันได้บ้าง
เวลาผ่านไป3วันไวเหมือนโกหก พวกเราได้วางแผนกันว่าจะนำเรือไปจอดไกลๆ แล้วค่อยเดินลัดป่าไปตั้งใจว่าจะเดินอ้อมไปเข้าทางข้างหลังซุ้มที่เราติดตั้งไว้เพื่อที่จะไม่ต้องเดินผ่านตรงบริเวณที่ควายลงกินหญ้าเพราะว่าพวกเรากลัวว่าถ้าเราเดินผ่านไปตรงนั้นแล้วควายกำลังจะลงพอดีพวกเราคงจะต้องกินแห้วกันแน่ๆ พวกเราวางแผนกันรอบครอบมากครับ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เป็นอุปสรรคชิ้นใหญ่ก็คือตรงจุดที่เราจะต้องเดินไปเป็นพื้นที่ที่ช้างโขลงใหญ่ออกหากินและยึดพื้นที่ตรงนั้นหากินประจำอยู่ระยะนึงแล้ว เสียงหักไม้ดัง เปรี๊ยะๆ อยู่ไม่ไกลก็น่าจะยืนยันได้แล้วสำหรับพวกเรา
สำหรับช้างในช่วงนี้ถือเป็นเรื่องที่แปลกมากเพราะปกติแล้วช้างที่ห้วยขาแข้งมักจะไม่ทำร้ายคนส่วนใหญ่เมื่อเห็นคนมันก็จะเดินหนี แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาช้างที่นี่ก้าวร้าวขึ้น ไม่ว่าอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆพวกมันมักจะวิ่งไล่และจะไม่หนี เจ้าหน้าที่คนขับเรือเล่าให้ผมฟังว่าเมื่อก่อนที่พวกเค้าขับรถผ่านช้างมันไม่เคยทำอะไรเลย มันเห็นรถมามันก็เดินหลบไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่พอเห็นรถมาเมื่อไหร่มันก็วิ่งเข้าใส่เลย ผมเองก็เคยไปอ่านรายงานการวิจัยช้างเค้าก็มีบอกไว้ว่าเมื่อไรที่ช้างถูกรบกวนหรือถูกทำร้าย ช้างมักจะรวมโขลงใหญ่เพื่อความมั่นคงต่อชีวิตของพวกมัน
เมื่อมันรวมโขลงได้แล้วอะไรก็ตามที่มันคิดว่าเป็นภัยคุกคามต่อพวกมันมันจะเข้าทำร้ายทันที หรือนี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ช้างที่ห้วยขาแข้งตอนนี้ดูก้าวร้าวขึ้น ยิ่งในพื้นที่ที่ผมกำลังทำงานอยู่เป็นพื้นที่ที่อยู่ติดแนวขอบระหว่างหมู่บ้านกับพื้นที่อนุรักษ์ ช้างอาจจะถูกทำร้ายโดยชาวบ้านหรือชาวบ้านถูกทำร้ายโดยช้างจึงทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างคนกับช้างก็เป็นได้ แต่ส่วนตัวผมเองผมคิดว่าคงไม่ใช่ช้างทุกตัวที่ก้าวร้าว อาจจะเป็นเฉพาะตัวที่เคยถูกทำร้ายก็ได้ ซึ่งผมเองก็เชื่ออย่างนั้น
“ ช้าง ช้าง ” นัทผู้ช่วยของผมตะโกนบอกเมื่อเค้าเห็นช้างยืนอยู่ตรงหน้า ช้างนั้นถึงแม้ว่าตัวมันจะใหญ่โตแต่เวลามันยืนนิ่งแอบมองเราอยู่มันจะเงียบมากหรือขณะที่มันแอบย่องเข้ามาหาเราเชื่อหรือไม่ว่าแทบจะไม่มีเสียงเลย พอสิ้นเสียงของนัทผมหันไปดู โอ้..โห..ตัวมันใหญ่มากเลยครับมันยืนซุ่มเงียบกริบ มองเราตามเขม็งมันก็คงสงสัยอยู่นะครับว่าพวกเรากำลังจะทำอะไร แต่วินาทีนั้นสัญชาติญาณมันบอกครับ คุณอู๊ด คุณนัทรีบเปิดกล้องกุลีกุจอถ่ายภาพกันพัลวัน ส่วนผมเองก็ยืนดูท่าทีครับว่ามันจะไว้ใจเราไหม อย่างที่บอกผมมีความเชื่อส่วนตัวนะครับว่า
หากเราคิดดีทำดี เจ้าป่าเจ้าเขาคงจะรับรู้ วิณญาณพี่สืบคงจะคุ้มครองให้พวกผมไม่เป็นอันตราย สัตว์ป่าอย่างช้างที่คนเฒ่าคนแก่คนโบราณเชื่อว่ามันเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีบารมีที่เคยเป็นพาหนะของพระมหากษัตริย์ต่อสู้กอบกู้เอกราชให้บ้านเมืองก็คงจะรับรู้ในสิ่งที่พวกเรากระทำได้
    
ผมยืนดูอยู่สักพักมันก็เริ่มสะบัดหู ผมเลยบอกให้ทุกคนยืนนิ่งๆอย่าเดินเขาไปใกล้มากนักเพราะมันกำลังดูท่าทีของเราอยู่ (การสะบัดหูของช้างก็คือมันไม่เครีียด)สังเกตุได้ว่าขณะที่มันสะบัดหูเล่นฝุ่นอยู่แต่มันก็ยังคงไม่ละสายตาไปจากพวกเรา ปัญหาก็คือว่าเวลาของพวกเราใกล้หมดลงไปทุกทีครับเพราะเราจะต้องเข้าไปให้ถึงซุ้มที่เราจะไปถ่ายควายให้เร็วที่สุดก่อนที่จะสายไปกว่านี้ แต่เจ้าพี่ใหญ่ของเราเล่นมายืนขวางทางอยู่อย่างนี้แล้วพวกเราจะไปได้อย่างไร
พวกเรายืนคอยมันอยู่ซัก 15 นาที สมาชิกในโขลงของมันก็ทยอยเดินกันออกมา ตอนนั้นผมเองก็ตกใจมากนะครับไม่รู้ว่ามันจะเอายังไง ถ้ามันเดินมาตรงที่ผมยืนอยู่ผมจะหนียังไง เรือก็ขับออกไปแล้วกว่าจะมารับอีกทีก็ตอนเย็น ในระหว่างที่พวกเรากำลังหาทางหนีอยู่ ก็ได้ยินเสียงคนขับเรือร้องเรียก(เค้าวนกลับมา) เค้าเรียกให้พวกเราขึ้นเรือ เปลี่ยนแผนใหม่หากยืนคอยอยู่อย่างนี้คงจะเสียเวลาและคงไปไม่ทันควายลงกินหญ้าแน่ๆเพราะว่าหากช้างกินอาหารสบายใจอย่างนี้คงจะไม่ต้องทำอะไรแล้วเพราะพวกมันก็คงจะอยู่ตรงนี้ไปทั้งวัน
      
แต่ก็ดีครับเพราะสมมุติฐานของผมก็ยังถูกต้องเพราะพวกมันคงรู้ว่าพวกผมไม่มีพิษมีภัยกับพวกมัน ผมเชื่อว่ามันคงประเมินพวกเราดีแล้วมันถึงไม่ทำร้าย แต่ก่อนที่เราจะไปการเห็นช้างแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับยิ่งเดินออกมาโชว์ตัวแบบนี้ยังไงก่อนที่เราจะไปก็ขอถ่ายภาพพวกมันไว้ก่อน ใครๆที่บอกว่าช้างน่ากลัวแต่สำหรับพวกเราแล้วยังไงมันก็น่ารักอยู่ดีครับ
แล้วในวันนั้นผมก็ไปไม่ทันควายลงจริงๆ ขณะที่ไปถึงมีควายป่าตัวนึงยืนเล่นน้ำอยู่มันมองพวกเราตาเขม็งพวกเราทุกคนทำทีไม่สนใจ เพราะฟังจากคนขับเรือเค้าบอกว่า ควายแถวนี้มันชินกับเรือเจ้าหน้าที่แล้วเวลาพวกเค้าไปทำงานขับเรือผ่านมันก็ยืนมองแบบนี้แหละสักพักมันก็หลบเข้าไปพอเรือผ่านไปไม่นานมันก็ออกมาเหมือนเดิม “ ปิ๊ง ” แหม่ไอเดียบรรเจิดอีกแล้วครับ ผมบอกทีมงานทุกคนเลยว่าอย่าไปสนใจมันทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เมื่อถึงซุ้มก็เดินขึ้นไปช้าๆทำให้เหมือนเจ้าหน้าที่เค้า จากนั้นก็นั่งคอยเงียบๆ ไม่เกินชั่วโมงมันก็ออกมาแล้ว จากนั้นผมก็บอกให้คนขับเรือกลับไป

ก่อนไม่อยากให้จอดเรือทิ้งไว้เพราะมันผิดธรรมชาติให้คอยวิทยุจากผมก็แล้วกันว่าจะให้มารับเมื่อไหร่ วันนั้นตลอดทั้งวันเลยครับเงียบกริ๊บบบบ...ไม่มีอะไรเลย แต่จากประสบการณ์ได้แต่บอกตัวเองว่าคงจะง่ายไปมั๊งมานั่งปุ๊บถ่ายได้ปั๊บคงจะยากต้องอาศัยดวงจริงๆดูอย่างตอนที่เฝ้าเสือซินั่งรออยู่เป็นเดือนเลยที่เดิมซ้ำๆนี่แหละแล้วในที่สุดก็ถ่ายภาพเสือในธรรมชาติได้อย่างสวยงาม คนขับเรือมารับพวกผมตอน 5 โมงเย็น นายอู๊ดหันไปพูดบอกควายในป่า(บอกไปทั่ว) “ พรุ่งนี้เจอกันนะ...กลับแล้ว ” เรือขับไปได้ซัก 100 เมตร ผมหันกลับไปมอง  “ ควาย ควาย..ควายลงแล้ว ปัทโธ่ ” .....
      
ตอนนั้นผมโมโหตัวเองไม่น้อย โทษตัวเองว่าทำไมไม่อดทนรออีกนิด(ว ่ ะ) แต่ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เจอกัน

ผมเดินทางเข้าซุ้มตั้งแต่เช้ามืดทุกวันครับไม่ว่าจะกลับกี่โมงหลังจากที่ผมกลับมันก็ลงซะทุกครั้งจนวันนึงนายอู๊ดได้มีแผนอันแสนแยบยลซึ่งเค้าภูมิใจนักภูมิใจหนาว่าคนเราจะโง่กว่าควายได้ยังไง ถ้าไม่สำเร็จเค้าจะขอกราบเท้า(ตีน)ควายซักที แผนเป็นแบบนี้ครับคือตอนเช้าเค้าเชื่อว่าควายแอบมองความเคลื่นไหวของพวกเราอยู่ดังนั้นหนามยอกต้องเอาหนามบ่ง คือให้พวกเราทุกคนเข้าซุ้มพร้อมๆกัน จากนั้นเวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงให้เรือมารับผมออกไปคือให้ควายเข้าใจว่าพวกเรากลับแล้วคงเหลือไว้เพียงนายอู๊ดกับนายนัทเพราะเค้ามั่นใจว่าพอผมกลับไปไม่นานควายก็จะลงมากินหญ้าเหมือนทุกครั้งที่มันทำ



แต่เวลาผ่านไปอีก 3 ขั่วโมงคือประมาณบ่าย 2 ควายก็ยังไม่ลง นายอู๊ดเรียกเรือให้มารับนายนัทออกไปอีก เพราะเค้าคิดว่ามันคงไม่ทันเห็นตอนที่ผมกลับ(แหม่มีเหตุผล) ทีนี้นายอู๊ดขอนั่งคนเดียว พวกผมเองก็ลุ้นให้แผนนี้สำเร็จด้วยดีเพราะเราเสียเวลามาเป็นอาทิตย์แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จมันไม่ยอมออกมา ซึ่งนายอู๊ดเองสรุปเลยว่ามันคงย้ายที่หากินแล้วล่ะ แต่อีกวันนึงพวกเราลองไม่ไปนั่งเฝ้าดูได้แต่แอบมองไกลๆซึ่งเราก็คิดเหมือนกันว่ามันคงย้ายที่แล้ว แต่น่าเจ็บใจมากไม่เป็นอย่างที่คิดมันลงเล่นน้ำตั้งแต่เช้ายันมืดเลย สุดท้ายแล้วนายอู๊ดก็ต้องไปกราบควายจริงๆคือไปกราบที่รอยตีนของมันนั่นแหละ ก็เรียกเสียงเฮฮากันได้พอสมควร เห็นมั๊ยครับใครว่าควายโง่มันแกล้งเราซะหัวหมุนเลย คนขับเรือเองเค้าก็บอกนะว่าทุกครั้งที่เราไปนั่งเฝ้ามันก็ลงใกล้ๆที่เรานั่งนั่นแหละแต่อยู่ในจุดที่เรามองไม่เห็น คือเรานั่งซ้ายมันลงขวา เราตามไปนั่งขวามันลงซ้าย พวกเราเคยถึงขั้นไปนอนค้างคืนคอยเลยนะเพื่อจะเอาชนะมันให้ได้แต่ก็ไม่สำเร็จ แต่หลังจากที่พวกเราถอดใจแล้ว(คือไม่อยากกวนมันมาก) นั่งเล่นอย่างสบายใจ บางคนก็ลงว่ายน้ำที่ลำขาแข้งเล่นอยู่ๆ มันก็เดินมาเล่นน้ำด้วยต่อหน้าต่อตาเลยเป็นเรื่องจริงนะครับไม่ได้แต่งแต้มให้สนุก ทำเอาพวกเราวิ่งไปหยิบกล้องกันแทบไม่ทัน

แต่โชคดียังพอถ่ายภาพมันสวยๆได้บ้าง....เฮ้อ....อย่างนี้ใครว่าควายโง่ สำหรับผมท๊อป นายอู๊ด และนายนัท เชื่อสนิทใจเลยว่า ไม่จริ๊งไม่จริง ควายมันฉลาดจะตาย....พวกผมเองแหละที่โง่กว่าควาย
 
 
 
 
 
 
 
บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์ จำกัด
298 ถนนศรีวรา ทาวน์อินทาวน์ แขวงวังทองหลาง
เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310
โทร. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 แฟ็กซ์ 0-2934-4726

Panorama worldwide Co.,ltd.
298 Soi Ladprao 94, Wangthonglang district,
Wangthonglang, 
Bangkok 10310
Tel. 0-2934-4201-2, 0-2934-4256-7 Fax 0-2934-4726