 |
|
ฬ่อ 5 ตัว สำหรับพวกเรา 4 คนและสัมภาระอีกหนึ่ง ค่อยๆเดินไต่ไปตามไหล่เขา ที่หนทางแคบมาก บางช่วงกว้างไม่ถึง 50 เซนติเมตร พอดีกับเท้าฬ่อเท่านั้น ด้านซ้ายก็เป็นภูเขาหินสูงชันแหงนจนคอตั้งบ่า ด้านขวาก็เป็นเหวลึกจนน่าเสียวใส้ การนั่งบนหลังฬ่อ ทำให้เสียวหนักขึ้นไปอีก เนื่องจากตัวต้องโยกไปตามจังหวะการเดินของมัน บางครั้งเวลาเลี้ยว ตัวของพวกเราเหมือนหลุดออกไปนอกหน้าผา หายใจหายคอกันไม่ทั่วท้อง หนทางเริ่มแคบและขุรขระมากขึ้น จนขาฬ่อตัวที่ช่างภาพขี่ ไถลตกลงไปข้างเหว ทำเอาช่างภาพไหวตัวทัน กระโดดลงเข้ามาด้านใน ล้มลุกคลุกคลาน เป็นที่อกสั่นขวัญแขวนกันถ้วนหน้า หนทางแคบลงเรื่อยๆ จนไม่สามารถขี่ฬ่อต่อไปได้ ต้องลงมาเดิน เรียงเดียวกันทั้งคนทั้งฬ่อ ตลอดเส้นทางเราพบ หลายครั้งที่พวกเราต้องเดินข้ามลำธารที่ไหลเชี่ยวกราก ไปบนขอนไม้ท่อนเดียว เราพบผู้แสวงบุญเดินทางสวนลงมาเป็นระยะ พวกเขาแบกขวดใส่น้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ตักมาจากต้นน้ำ กันเต็มหน้าอก ความศรัทธาทำให้ผู้คน หลงลืมความเหนื่อยยากทั้งปวงจริงๆ
และแล้วเรามาถึงช่วงที่อันตรายที่สุด เมื่อเส้นทางไต่เขาผ่านเข้ามาในช่วงที่หินร่วนที่สุด เรามองเห็นก้อนหินขนาดใหญ่ เกาะกันอยู่อย่างหลวมๆ ความสั่นสะเทือนเพียงนิดเดียว ก็ทำให้มันร่วงลงมาได้ ทางก็แคบมากและสูงชัน จนไม่มีที่หลบ ถ้าหากมีหินหล่นลงมา ตายสถานเดียว คนจูงฬ่อ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น สลับกับการเงยหน้าขึ้นมองก้อนหินข้างบนตลอดเวลา พวกเราหายใจกันไม่ทั่วท้อง เราเห็นกวางผาหลายตัว กระโดดกันไปมาตามก้อนหินด้านบน ทำให้หินร่วงลงมาเป็นระยะๆ ไกด์บอกว่า บริเวณนี้มีหินถล่มกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน ที่เรากำลังเดินทางอยู่นี่แหละ
เกือบเย็นแล้วที่เราเดินมาถึง "โบวาซ่า" ที่พักกลางทาง ของนักแสวงบุญและนักท่องเที่ยว ท่ามกลางความโล่งอกของทุกคน "โบวาซ่า" อยู่ท่ามกลางอ้อมกอดของหุบเขาสูง ที่มีแต่หิมะปกคลุมตลอดทั้งปี เรามองเห็นยอดเขา "บากีราตี" อยู่ข้างหน้าไม่ไกลเท่าใดนัก เราใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว ทุกคนเริ่มมีกำลังใจมากขึ้น แต่ก็ได้ไม่นานนัก เพียงชั่วครู่ ฝนเริ่มตก อากาศเริ่มปิด จนมองอะไรไม่เห็น แม้จะอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เมตร อากาศเริ่มหนาวเย็นลงเรื่อยๆ พวกเราทั้ง 4 คนนอนคลุมโปงกันอยู่ในห้อง ทำอะไรไม่ได้เลย เริ่มวิตกแล้วว่า พรุ่งนี้ถ้าอากาศปิดแบบนี้ อย่าว่าแต่จะถ่ายทำเลย จะเดินขึ้นไปได้อย่างไร ถ้ามองไม่เห็นทางเดิน ยังเหลือหนทางอีก 4 กิโลเมตรกว่าๆ แต่เป็น 4 กิโลเมตรที่โหดสุดๆ เพราะอยู่ในระดับความสูง 3,900 เมตร เดินเร็วก็ไม่ได้ ช้าเกินไปก็ไม่ได้ เพราะจะกลับลงไปไม่ทัน ฝนตกหนักแบบนี้ กระแสน้ำจะสูงขึ้น จนไม่สามารถจะข้ามลำธารที่เราผ่านมาได้
เช้าขึ้นอากาศยังคงปิด ฝนยังคงตกปรอยๆ ไม่มีทีถ้าว่าจะฟ้าจะใสเลยแม้แต่น้อย 9 โมงกว่าแล้วเราประชุมกันว่า จะทำอย่างไรดี จะตัดสินใจเสี่ยงเดินทางต่อไปให้ถึง หรือจะถอยทัพกลับ เราตัองตัดสินใจเดี๋ยวนั้น ไม่มีเวลามากนัก
ในที่สุดเราตัดสินใจ เดินทางต่อ เป็นไงเป็นกัน ไปตายเอาดาบหน้า เผื่อโชคเข้าข้างเราคงได้ภาพต้นแม่น้ำคงคา ถ้าไม่ได้ค่อยกลับ พวกเราค่อยๆเดินฝ่าสายหมอกกันไปช้าๆ ไม่ต้องรอฬ่อแล้ว เพราะเจ้าของปล่อยให้มันหากินอย่างอิสระ มันเลยหายขึ้นไปบนภูเขาสูง หากันไม่เจอ พวกเราเดินนักก้าวกันไปเรื่อยๆ สลับกับการหยุดหายใจกันเป็นระยะๆ ยิ่งสูงขึ้น สูงขึ้น เรายิ่งหยุดมากกว่าเดิน เราพบผู้แสวงบุญสวนทางลงมาในม่านหมอก ทำให้พวกเราใจชื่นขึ้น คิดในใจว่า พวกเขาลงมาได้ เราก็ต้องขึ้นไปได้
2 ชั่วโมงกว่า เราเริ่มเห็นอะไรบางอย่างเคลื่อนไหว อยุ่ในม่านหมอกหนาทึบ พอเข้าไปใกล้ภาพก็เริ่มชัดขึ้น ผู้แสวงบุญนั่นเอง จำนวนนับร้อยคน อาบน้ำบ้าง ตักน้ำใส่ขวดบ้าง บางคนก็พนมมือขอพรจากพระเจ้าของพวกเขา เรามาถึงบริเวณต้นแม่น้ำคงคาแล้ว บริเวณนี้เป็น หาดทรายกว้างขวาง แม่น้ำคงคายังคงไหลเชี่ยว จากนี้ไปอีกไม่ไกล เราก็จะเห็นต้นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูแล้ว
และแล้วโชคก็เข้าข้างพวกเรา เมื่ออยู่ๆอากาศก็เริ่มเปิด เมฆฝนหายไป แสงแดดสาดลงมาบริเวณที่เรากำลังถ่ายทำ พวกเราดีใจกันยกใหญ่ มีกำลังใจไต่ไปตามก้อนหินน้อยใหญ่ ใจจดจ่ออยู่กับภาพที่จะกำลังจะเกิดขึ้น ในไม่กี่อึดใจ
ภาพที่เห็น ทำให้พวกเราตะลึงนิ่ง เหมือนถูกมนต์สะกด ภาพธารน้ำแข็งขนาดมหึมาสีฟ้าใส สูงขึ้นไปในอากาศนับร้อยเมตร อยู่ท่ามกลางเทือกเขา 2 เทือก มันอยู่ที่นั้น มานับพันนับหมื่นปี เบื้องล่างใต้ธารน้ำแข็งนั้นเอง มีโพรงขนาดใหญ่ ความกว้างหลายสิบเมตร แม่น้ำคงคาไหลออกมาจากตรงนั้น ที่นี่คือโคมุขขี ต้นแม่น้ำคงคานั่นเอง พวกเราทำสำเร็จแล้ว.
 |
|
|
|
|